โรคเกาต์กินปลาอะไรได้บ้าง และปลาอะไรบ้างที่ควรเลี่ยง?
Key Takeaways
- หัวใจสำคัญ: โรคเกาต์เกิดจากกรดยูริกสูง ซึ่งมาจากร่างกายการเผาผลาญ "พิวรีน" ในอาหาร หลักคือต้องเลือกกินปลาที่มีปริมาณพิวรีนต่ำ
- กลุ่มปลอดภัย (ควรทาน): เลือกปลาน้ำจืดเนื้อขาว เช่น ปลานิล, ปลาทับทิม, หรือปลากะพงขาว ควรปรุงด้วยวิธีนึ่งหรือต้ม และลอกหนังออกก่อนกินเสมอ
- กลุ่มจำกัด (ควรทานพอดี/ไม่บ่อย): ปลาสวาย, ปลาสลิด (เนื้อ), ปลากด, ปลาไหล สามารถกินได้แต่ต้อง "จำกัดความถี่" ไม่เกินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และเน้นการลอกหนังออกก่อนบริโภค
- กลุ่มควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด:ปลาดุก: เป็นข้อยกเว้นในกลุ่มปลาน้ำจืดที่หลายโรงพยาบาลจัดให้อยู่ในกลุ่มพิวรีนสูง ไข่ปลาทุกชนิด (เช่น ไข่ปลาสลิด) เพราะเป็นแหล่งสะสมพิวรีนชั้นดี ปลาทะเลตัวเล็กบางชนิด เช่น ปลาซาร์ดีนกระป๋อง หรืออาหารที่มีเครื่องใน
สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ อาหารคือปัจจัยสำคัญที่ต้องควบคุม เพราะอาหารบางอย่างที่มีพิวรีนสูงจะส่งผลทำให้อาการเกาต์กำเริบได้ อาหารอย่างหนึ่งที่เรากินกันบ่อย ๆ คือเนื้อปลา หลายคนก็อาจมีคำถามขึ้นมาว่า โรคเกาต์กินปลาอะไรได้บ้าง? เชื่อว่ามีคนเคยได้ยินมาว่าโรคเกาต์ไม่ควรกินปลา แต่จริง ๆ แล้วผู้ป่วยโรคเกาต์ยังกินปลาได้ แต่ต้องเลือกชนิดปลาให้ถูก เพราะว่าปลาแต่ละชนิดจะมีปริมาณพิวรีนที่ไม่เท่ากัน ซึ่งพิวรีนก็คือต้นตอของกรดยูริกในเลือดนั่นเอง
เราจะพาไปรู้จักว่าปลาหลายชนิดที่เรากินกันอย่างปลาดุก ปลานิล ปลาสวาย ปลาสลิด ปลากด ปลาไหล ปลาทับทิม ปลาชนิดไหนกินได้ และปลาอะไรที่ควรเลี่ยง

ทำไมชนิดของปลาถึงสำคัญกับผู้ป่วยโรคเกาต์
โรคเกาต์เกิดจากระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนตกผลึกสะสมตามข้อ ทำให้ข้ออักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งกรดยูริกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ร่างกายเผาผลาญ "พิวรีน" ที่ได้รับจากอาหาร อาหารที่มีพิวรีนสูงจึงเสี่ยงกระตุ้นให้อาการกำเริบมากกว่าอาหารพิวรีนต่ำ โดยทั่วไปแบ่งอาหารตามปริมาณพิวรีนออกเป็น 3 กลุ่มกว้าง ๆ คือ กลุ่มพิวรีนต่ำที่กินได้แทบทุกวัน กลุ่มพิวรีนปานกลางที่ควรจำกัดความถี่ และกลุ่มพิวรีนสูงที่ควรงดหรือกินให้น้อยที่สุด
ข้อควรรู้คือ "ปลาน้ำจืด" ส่วนใหญ่ที่คนไทยกินกันจัดอยู่ในกลุ่มพิวรีนต่ำถึงปานกลาง ปลอดภัยกว่าเนื้อสัตว์ปีกและเครื่องในสัตว์มาก แต่ก็มีปลาบางชนิดที่เป็นข้อยกเว้น จึงต้องแยกพิจารณาเป็นชนิด ๆ ไป มากกว่าจะสรุปรวมว่า "ปลา" กินได้หรือกินไม่ได้
โรคเกาต์กินปลาอะไรได้บ้าง? ปลาที่มีพิวรีนต่ำ เหมาะกับผู้ป่วยโรคเกาต์
ปลาที่มีพิวรีนต่ำ คือคำตอบสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ โดยเฉพาะปลาเนื้อขาวและสามารถกินทดแทนเนื้อแดงและสัตว์ปีกได้ในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากจนเกินไป โดยเฉพาะการปรุงด้วยวิธีนึ่งหรือต้ม
ปลานิล
เป็นปลาน้ำจืดยอดนิยมของคนไทย เนื้อขาว รสไม่คาวจัด ย่อยง่าย และมีปริมาณพิวรีนอยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่แพทย์และนักโภชนาการมักแนะนำให้ผู้ป่วยโรคเกาต์เลือกกิน เมนูที่แนะนำคือปลานิลนึ่งมะนาว หรือปลานิลย่างเกลือ โดยควรลอกหนังปลาออกก่อนกิน เพราะหนังปลาเป็นส่วนที่มีไขมันสะสมมากกว่าเนื้อ
ปลาทับทิม
เป็นปลาลูกผสมในตระกูลเดียวกับปลานิล เนื้อแน่นกว่าเล็กน้อยและมีสีขาวอมชมพู คุณสมบัติทางโภชนาการใกล้เคียงปลานิลมาก จึงจัดอยู่ในกลุ่มพิวรีนต่ำเช่นเดียวกัน เหมาะกับเมนูปลาทับทิมนึ่งซีอิ๊ว หรือปลาทับทิมเผาเกลือ ก็ควรลอกหนังออกก่อนกินด้วยเหตุผลเดียวกัน
ปลาเนื้อขาวชนิดอื่นที่มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน ได้แก่ ปลาช่อนและปลากะพงขาว ซึ่งล้วนเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยหากไม่ได้กินในปริมาณที่มากเกินไปในมื้อเดียว
ปลาอะไรบ้างที่สามารถกินได้ แต่ต้องกินในปริมาณที่พอเหมาะ?
ปลากลุ่มนี้มีปริมาณพิวรีนอยู่ในระดับปานกลาง หรือมีไขมันแทรกในเนื้อและหนังค่อนข้างมากกว่าปลากลุ่มแรก ผู้ป่วยโรคเกาต์ยังกินได้ แต่ควรจำกัดความถี่ไม่เกินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เลือกวิธีปรุงที่ไม่เพิ่มไขมัน และลอกหนังออกก่อนกินเสมอ
ปลาสวาย
เป็นปลาน้ำจืดเนื้อนุ่ม นิยมนำมาทำต้มยำหรือแกงส้ม เนื้อปลาสวายมีไขมันแทรกมากกว่าปลานิลและปลาทับทิมเล็กน้อย จึงจัดอยู่ในกลุ่มที่กินได้แต่ควรกินแต่พอดี ไม่ควรกินหนังปลาสวายเพราะเป็นส่วนที่สะสมไขมันสูง และควรเลี่ยงเมนูปลาสวายทอด
ปลาสลิด
เนื้อแน่น มีความมันตามธรรมชาติ นิยมนำไปทอดทั้งตัวจนกรอบ ตัวเนื้อปลาจัดอยู่ในกลุ่มพิวรีนปานกลาง กินได้แต่ไม่ควรบ่อย ที่สำคัญคือต้องแยกให้ออกจาก "ไข่ปลาสลิด" ซึ่งมีปริมาณพิวรีนสูงกว่าเนื้อปลามาก ผู้ป่วยโรคเกาต์จึงควรเลี่ยงไข่ปลาสลิดเป็นพิเศษ แม้จะกินเนื้อปลาสลิดในปริมาณที่พอเหมาะได้ก็ตาม
ปลากด
อยู่ในตระกูลปลาหนังใกล้เคียงกับปลาดุก มีไขมันแทรกอยู่บริเวณหนังและพุงปลาค่อนข้างมาก แนะนำให้ลอกหนังออกก่อนกิน เลือกเมนูต้มหรือแกง เช่น ต้มยำปลากด หรือแกงป่าปลากด แทนการทอด และไม่ควรกินบ่อยเกินสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ปลาไหล
ข้อมูลปริมาณพิวรีนของปลาไหลจากแต่ละแหล่งอ้างอิงยังไม่ตรงกันทั้งหมด แต่สิ่งที่แน่ชัดคือปลาไหลเป็นปลาที่มีไขมันค่อนข้างสูงกว่าปลาน้ำจืดทั่วไป และอาหารไขมันสูงส่งผลให้ไตขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้น้อยลง จึงแนะนำให้ผู้ป่วยโรคเกาต์กินปลาไหลแต่พอดีและไม่บ่อยนัก โดยเฉพาะควรเลี่ยงเมนูที่ใช้ซอสหวานหรือทอดในน้ำมันเยอะ เช่น ปลาไหลย่างซอสสไตล์ญี่ปุ่น

โรคเกาต์ไม่ควรกินปลาอะไรบ้าง? ปลาที่มีพิวรีนสูง ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยง
ปลากลุ่มที่มีปริมาณพิวรีนสูง เป็นปลาที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยง เพราะถ้าหากเผลอกินไปก็อาจทำให้กรดยูริกในเลือดพุ่งสูงขึ้นและทำให้อาการเกาต์กำเริบขึ้นได้ ทำให้ปลากลุ่มนี้เป็นอาหารที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรงด
ปลาดุก แม้จะเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยคุ้นเคยและราคาไม่แพง แต่ปลาดุกกลับเป็นข้อยกเว้นที่แนวทางของโรงพยาบาลหลายแห่งจัดให้อยู่ในกลุ่มอาหารพิวรีนสูง ต่างจากปลาน้ำจืดชนิดอื่นที่ส่วนใหญ่พิวรีนต่ำ ผู้ป่วยโรคเกาต์จึงควรจำกัดปริมาณหรือเลี่ยงปลาดุก โดยเฉพาะเมนูปลาดุกทอดหรือปลาดุกที่ติดหนังและไขมันเยอะ หากอยากกินเป็นครั้งคราวจริง ๆ ควรเลือกวิธีย่างหรือทำแกงเลียงแกงป่า ลอกหนังออก กินในปริมาณน้อย ไม่บ่อย และสังเกตอาการของตัวเองหลังกินอย่างใกล้ชิด
นอกจากปลาดุกแล้ว ปลาที่มีพิวรีนสูงและควรเลี่ยงเช่นกัน ได้แก่ ปลาซาร์ดีน (โดยเฉพาะแบบกระป๋อง) ปลาไส้ตันและปลากะตักที่กินทั้งตัวรวมหัวและเครื่องใน ปลาอินทรี รวมถึง ไข่ปลาทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นไข่ปลาสลิด ไข่ปลาหมึก หรือไข่ปลาชนิดอื่น เพราะไข่ปลาเป็นแหล่งสะสมพิวรีนชั้นดีเช่นเดียวกับเครื่องในสัตว์
เทคนิคปรุงปลาให้เหมาะกับผู้ป่วยโรคเกาต์
นอกจากเลือกชนิดปลาให้ถูกแล้ว วิธีปรุงก็มีผลไม่แพ้กัน ต่อไปนี้คือหลักง่าย ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงอาการกำเริบได้
เลือกต้มหรือนึ่งแทนการทอด เพราะการทอดทำให้ปลาอมน้ำมันและไขมันที่สะสมเพิ่มขึ้น ซึ่งไขมันส่วนเกินจะไปขัดขวางการขับกรดยูริกออกทางไต
กินเนื้อ อย่าซดน้ำแกงจนหมดถ้วย เพราะสารพิวรีนบางส่วนจากปลาจะละลายออกมาอยู่ในน้ำต้มหรือน้ำแกง หากซดน้ำแกงหมดก็เท่ากับได้รับพิวรีนเข้าไปเพิ่มอีกทางหนึ่ง
ลอกหนังปลาออกก่อนกินทุกครั้ง โดยเฉพาะปลาที่มีหนังหนาอย่างปลาดุก ปลากด หรือปลาสวาย เพราะหนังปลาเป็นชั้นที่สะสมไขมันมากกว่าเนื้อ
เลี่ยงการกินปลาตัวเล็กทั้งตัว รวมทั้งก้างและเครื่องใน เพราะเป็นแหล่งสะสมพิวรีนสูง
ควบคุมปริมาณต่อมื้อ ไม่กินปลาปริมาณมากในมื้อเดียว และกระจายชนิดปลาให้หลากหลายแทนการกินปลาชนิดเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ดีขึ้น และช่วยป้องกันร่างกายขาดน้ำด้วยเช่นกัน
ทานอาหารหลากหลาย ไม่ใช่แค่ปลาเท่านั้น ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและอาหารที่มีพิวรีนน้อย เช่น นม ไข่ ผัก ธัญพืชอย่างถั่วที่มีพิวรีนต่ำ เช่น วอลนัท อัลมอนด์ เต้าหู้ ถั่วนัตโตะหรือนัตโตะแคปซูล
ตารางสรุปปลาที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรรู้จัก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเกาต์กับการกินปลา
โรคเกาต์กินปลานิลได้ทุกวันไหม?
ปลานิลมีพิวรีนต่ำ สามารถกินเป็นแหล่งโปรตีนหลักได้บ่อย แต่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมต่อมื้อ ไม่มากเกินไป และเลือกวิธีนึ่งหรือย่างแทนการทอด
ทำไมปลาดุกถึงกินไม่ได้ ทั้งที่เป็นปลาน้ำจืดเหมือนกัน?
เพราะปลาดุกเป็นข้อยกเว้นในกลุ่มปลาน้ำจืด แนวทางของโรงพยาบาลหลายแห่งจัดปลาดุกไว้ในกลุ่มพิวรีนสูง ต่างจากปลาน้ำจืดชนิดอื่นอย่างปลานิลหรือปลาทับทิมที่พิวรีนต่ำ
ไข่ปลากินได้ไหม?
ไข่ปลาแทบทุกชนิด รวมถึงไข่ปลาสลิด เป็นแหล่งสะสมพิวรีนสูง ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยง แม้เนื้อปลาชนิดนั้นจะกินได้ในปริมาณที่พอเหมาะก็ตาม
ปลาทะเลกับปลาน้ำจืด แบบไหนเหมาะกับผู้ป่วยโรคเกาต์มากกว่ากัน?
โดยรวมปลาน้ำจืดเนื้อขาวส่วนใหญ่มีพิวรีนต่ำกว่าปลาทะเล จึงมักเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่ปลาทะเลเนื้อขาวบางชนิด เช่น ปลากะพงขาว ก็ยังพอกินได้ในปริมาณที่เหมาะสม ส่วนปลาทะเลตัวเล็กอย่างปลาซาร์ดีนหรือปลาไส้ตันควรเลี่ยง
นอกจากเลือกชนิดปลา ยังต้องระวังอะไรอีกบ้าง?
ควรระวังปริมาณต่อมื้อ วิธีปรุง (เลี่ยงทอด) การซดน้ำแกง และควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกอาหาร ไม่ได้ใช้ทดแทนคำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ หากมีอาการปวดข้อบ่อย ควบคุมระดับกรดยูริกได้ยาก หรือมีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการกินอาหารที่เหมาะกับร่างกายของตัวเองโดยเฉพาะ