กรดยูริกมาจากไหน

เชื่อว่าหลายคนเคยคุ้นหูกับภาวะหนึ่งอย่าง “โรคเกาต์” กันมาบ้าง แต่หลายคนยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่ามันเกิดจากอะไร สาเหตุหลักๆ ของโรคเกาต์มาจาก “กรดยูริก” ซึ่งเป็นต้นตอของภาวะนี้ที่ทำให้ร่างกายต้องเจอกับอาการเกาต์อยู่เป็นครั้งคราว ซึ่งบางครั้งก็มีอาการรุนแรงจนทนแทบไม่ไหว สำหรับคนที่กำลังกังวลเกี่ยวกับกรดยูริกที่สูงขึ้นหลังจากที่ได้รับผลตรวจสุขภาพมา ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักที่มาของกรดยูริกว่า กรดยูริกมาจากไหน สาเหตุมาจากอะไร อาหารอะไรบ้างที่ควรระวัง และแนวทางการดูแลและลดระดับกรดยูริกอย่างถูกวิธี เพื่อดูแลและป้องกันอาการโรคเกาต์ 

กรดยูริกมาจากไหน

กรดยูริกมาจากไหน? ทำความรู้จักต้นตอของกรดยูริกในร่างกาย

กรดยูริก (Uric Acid) คือสารของเสียชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายของเรา เป็นผลผลิตสุดท้ายจากการสลายตัวของสารที่เรียกว่า พิวรีน (Purine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของ DNA และ RNA ในเซลล์ต่างๆ ทั้งในร่างกายของเราเองและในอาหารที่เราทานเข้าไป โดยประมาณ 20% ของกรดยูริกจะมาจากอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องใน เบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลาซาร์ดีน เป็นต้น และประมาณ 80% จะเกิดจากกระบวนการชีวเคมีตามธรรมชาติของร่างกาย 

โดยปกติแล้ว กรดยูริกที่ร่างกายผลิตขึ้นจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านไตและลำไส้ แต่ถ้าหากร่างกายของเราสร้างมากเกินไปโดยเฉพาะจากอาหารที่มีพิวรีนสูง ไตจะทำหน้าที่ขับออกได้น้อยลงและเกิดการสะสมในเลือด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคเกาต์ 

กรดยูริกสูง เกิดจากอะไร? สาเหตุหลักของโรคเกาต์

ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) คือภาวะที่ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป ไตขับกรดยูริกออกได้น้อยกว่าปกติ ทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริกในเลือดจนสูงเกินไป 

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้กรดยูริกสูง จะมีด้วยกันดังนี้ 

  • รับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เนื้อแดง

  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ (มีพิวรีนและขัดขวางการขับกรดยูริก)

  • บริโภคน้ำตาลฟรุกโตสสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้เข้มข้น

  • น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน เพิ่มการผลิตกรดยูริกและลดประสิทธิภาพไต

  • พันธุกรรม มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเกาต์

  • ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ แอสไพรินขนาดต่ำ ยากดภูมิคุ้มกัน

  • โรคประจำตัว เช่น โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

  • การอดอาหารอย่างรวดเร็ว ทำให้เซลล์ไขมันสลายตัวและปล่อยพิวรีนออกมา

กรดยูริกปกติควรอยู่ที่เท่าไหร่?

การตรวจระดับกรดยูริกในเลือดจะเป็นวิธีการรับรู้เกี่ยวกับกรดยูริกในเลือดได้แม่นยำที่สุด ซึ่งค่าต่างๆ จะมีความแตกต่างกันตามเพศและวัย กรดยูริกไม่ควรเกินเท่าไหร่ กรดยูริกสูงอยู่ที่เท่าไหร่? 

กลุ่มเป้าหมาย

ค่าปกติที่ควรจะเป็น

ระดับที่ควรเริ่มระวัง (สูงเกินเกณฑ์)

ผู้ชาย

3.5 – 7.2

> 7.2

ผู้หญิง

2.6 – 6.0

> 6.0

เด็ก (ก่อนวัยรุ่น)

2.0 – 5.5

> 5.5


หากระดับกรดยูริกสูงกว่าค่าปกติและปล่อยทิ้งไว้นาน จะเริ่มตกผลึกในข้อต่อและเนื้อเยื่อ ส่งผลให้เกิดอาการที่น่าเป็นห่วงตามมา เพราะฉะนั้น ถ้าหากกรดยูริกสูงเกินไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางในการรักษาจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 

อาหารที่มีพิวรีนสูงสาเหตุหลักของโรคเกาต์

อาหารที่มีพิวรีนสูง

กรดยูริกมาจากไหน? นอกจากร่างกายจะสร้างขึ้นมาเอง ก็เป็นอาหารที่มีพิวรีนสูงที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายสะสมกรดยูริกในเลือด 

ตารางอาหารนี้จะช่วยจำแนกว่าอาหารประเภทไหนมีพิวรีนต่ำที่สามารถทานได้และเหมาะกับผู้ป่วยโรคเกาต์ และอาหารพิวรีนสูงที่เพิ่มความเสี่ยงโรคเกาต์ รวมถึงทำให้อาการของโรคเกาต์กำเริบ 

ระดับพิวรีน

ปริมาณพิวรีน (มก. / 100 กรัม)

ตัวอย่างอาหาร

คำแนะนำในการทาน

พิวรีนสูงมาก

> 400

เครื่องในสัตว์ (ตับ, ไต, หัวใจ), สัตว์ปีก (เป็ด, ห่าน), กะปิ, ยีสต์, น้ำสกัดเนื้อ

ควรงดเด็ดขาด

พิวรีนสูง

100 - 400

เนื้อแดง (วัว, หมู), อาหารทะเล (กุ้ง, หอย, ซาร์ดีน, อินทรี), ผักที่มีพิวรีนสูง เช่น ยอดผัก (หน่อไม้, ชะอม, กระถิน), เห็ด

ควรจำกัดปริมาณ

พิวรีนปานกลาง

50 - 100

เนื้อสัตว์อื่นๆ (ไก่, ปลาส่วนใหญ่), ถั่วต่างๆ, ผักใบเขียวบางชนิด

ทานได้ในปริมาณที่เหมาะสม

พิวรีนต่ำ

< 50

ข้าว, ขนมปัง, ผลไม้, ผักส่วนใหญ่, นม, ไข่

ทานได้ตามปกติ


นอกจากนี้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด โดยเฉพาะเบียร์ ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือด 

กรดยูริกสูง อาการเป็นอย่างไร?

ในระยะแรก กรดยูริกสูงมักไม่แสดงอาการชัดเจน หลายคนค้นพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี อย่างไรก็ตาม เมื่อกรดยูริกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจเกิดอาการต่อไปนี้

  • ปวด บวม แดง ร้อน บริเวณข้อต่อ โดยเฉพาะโคนนิ้วหัวแม่เท้า
  • ปวดข้อกะทันหัน มักเกิดตอนกลางคืนหรือเช้าตรู่
  • ข้อแข็ง เคลื่อนไหวลำบาก
  • มีก้อน Tophi (ก้อนผลึกยูเรต) สะสมใต้ผิวหนังในระยะเรื้อรัง

5 วิธีลดกรดยูริกแบบธรรมชาติ พร้อมตัวช่วยฟื้นฟูร่างกาย

การลดระดับกรดยูริกในเลือดสามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและโภชนาการเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการใช้ตัวช่วยเสริมเพื่อฟื้นฟูร่างกาย:

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การดื่มน้ำเปล่า 2-3 ลิตรต่อวันจะช่วยให้ไตขับกรดยูริกส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
  2. ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดระดับกรดยูริกได้
  3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำตาลฟรุกโตส: แอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเป็นตัวกระตุ้นให้กรดยูริกเพิ่มขึ้น ควรหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณลง
  4. เลือกรับประทานอาหารที่มีพิวรีนต่ำ: เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนจากพืชหรือเนื้อสัตว์ที่มีพิวรีนต่ำ
  5. พิจารณาสารสกัดธรรมชาติ: สารสกัดจากธรรมชาติบางชนิด เช่น สารสกัดจากถั่ว นัตโตะแคปซูล หรือ KINN นัตโตะ มีเอนไซม์นัตโตะไคเนส ซึ่งมีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพโดยรวม และผลิตภัณฑ์อย่าง KINN ULY-LO (คินน์ ยูลี่-โล) ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติที่คัดสรรมาเพื่อช่วยดูแลผู้ที่มีภาวะกรดยูริกสูงโดยเฉพาะ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการฟื้นฟูและบำรุงร่างกาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: กรดยูริกมาจากไหนมากที่สุด?

กรดยูริก 80% เกิดจากกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกาย โดยเป็นผลจากการสลายตัวของพิวรีนในเซลล์เก่า อีก 20% มาจากอาหารที่มีพิวรีนสูง ดังนั้นแม้จะควบคุมอาหารแล้ว กรดยูริกก็ยังผลิตขึ้นได้จากภายในร่างกายเอง

Q: กรดยูริกสูง ทานอาหารอะไรได้บ้าง?

ทานได้: ข้าว แป้ง ผลไม้สด ผักส่วนใหญ่ (ยกเว้นชะอม กระถิน หน่อไม้) ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ น้ำเปล่า และชาสมุนไพร ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ อาหารทะเลที่มีพิวรีนสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

Q: กรดยูริกสูง อาการเป็นอย่างไร? ร

ะยะแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อสะสมมากขึ้นจะเกิดปวดข้อเฉียบพลัน บวม แดง ร้อน โดยเฉพาะที่โคนนิ้วหัวแม่เท้า ซึ่งเรียกว่าโรคเกาต์ อาการมักเกิดกลางดึกและรุนแรงมาก

Q: ลดกรดยูริกโดยไม่ใช้ยาได้ไหม?

ได้ในระยะเริ่มต้น โดยการปรับอาหาร ดื่มน้ำมากขึ้น ลดน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม หากระดับกรดยูริกสูงมากหรือมีอาการเกาต์เรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม