กรดยูริกไม่ควรเกินเท่าไหร่ กรดยูริกค่าปกติควรอยู่ที่เท่าไหร่?
กรดยูริก (Uric Acid) ในเลือดยิ่งสูง ก็อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงภาวะโรคเกาต์ได้ ซึ่งการขึ้น-ลงของกรดยูริก ปัจจัยหลักจะมาจากพฤติกรรมการทานอาหารและการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ โรคเรื้อรัง ภาวะร่างกายขาดน้ำก็เป็นปัจจัยหนึ่งด้วยเช่นกัน
แล้ว กรดยูริกไม่ควรเกินเท่าไหร่? ค่าปกติควรอยู่ที่เท่าไหร่ ระดับกรดยูริกที่อันตรายและเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์อยู่ที่เท่าไหร่ วิธีลดกรดยูริกโดยไม่ใช้ยา มีวิธีการอย่างไรบ้าง ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การทานอาหาร การลดอาหาร ไปดูกันเลยครับ

กรดยูริกไม่ควรเกินเท่าไหร่? ค่าปกติควรอยู่ที่เท่าไหร่?
โดยทั่วไปแล้ว สำหรับผู้ชาย กรดยูริกในเลือดไม่ควรเกิน 7.0 mg/dL สำหรับผู้หญิงไม่ควรเกิน 6.0 mg/dL
ค่าปกติโดยทั่วไปเมื่อตรวจเลือดควรอยู่ที่:
ผู้ชาย: 3.4 – 7.0 mg/dL
ผู้หญิง: 2.4 – 6.0 mg/dL
เด็ก: 2.0 – 5.5 mg/dL
อย่างไรก็ตาม กรดยูริกในเลือดอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การออกกำลังกาย การดื่มน้ำ รวมถึงอาหารที่เพิ่งได้ทานไป
ระดับกรดยูริกที่อันตรายและเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์
ระดับกรดยูริกที่สูงเกินกว่าค่าที่ควรจะเป็น เราจะเรียกภาวะนี้ว่าภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งระดับที่ควรระวังคือไม่ควรเกิน 7.0 mg/dL ซึ่งจะเป็นค่าที่สูงกว่าปกติ ร่างกายจะเริ่มสะสมผลึกยูเรต (Urate) และจะเริ่มก่อตัวเป็นก้อนมากขึ้น
ระดับกรดยูริกที่อันตรายและเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์มาก คือค่ากรดยูริกที่สูงเกิน 9.0 mg/dL ซึ่งเป็นค่าที่เพิ่มโอกาสการเกิดข้ออักเสบเฉียบพลัน (Gout Attack) หรือการเพิ่มการสะสมของก้อนปูนเกาต์ที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะอาการนิ่วในไตหรือภาวะไตเสื่อมได้ด้วยเช่นกัน

วิธีลดกรดยูริกโดยไม่ใช้ยา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
หลังจากที่รู้กันแล้วว่ากรดยูริกไม่ควรเกินเท่าไหร่ ก็ต้องรู้จักวิธีลดกรดยูริกด้วยตัวเองหรือไม่ใช้ยา เช่น การปรับเปลี่ยนอาหารและการเปลี่ยนพฤติกรรมไลฟ์สไตล์ เช่น
1. ลดอาหารที่มีพิวรีนสูง ซึ่งย่อยแล้วจะกลายเป็นกรดยูริก อาหารเหล่านั้น เช่น ไก่ เป็ด ตับ ไต หัวใจ ไส้ ยอดผัก ยอดกระถิน ชะอม ยอดมะพร้าว ยอดตำลึง หน่อไม้ อาหารทะเลบางอย่าง แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มรสหวานจัด
2. เพิ่มอาหารที่มีส่วนช่วยลดหรือขับยูริก โดยการดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ ทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง ดื่มนมจืดหรือโยเกิร์ต ดื่มกาแฟดำ นัตโตะคินน์ ULY-LO เป็นต้น
3. ลดน้ำหนัก แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะน้ำหนักจะทำให้ระดับกรดยูริกสูงขึ้น แต่ห้ามลดน้ำหนักแบบหักโหม
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หากเป็นไปได้ควรเลี่ยงกีฬาที่มีการกระแทกแรงๆ
สิ่งที่ควรทำเลยเป็นอันดับแรกคือการดื่มน้ำให้เยอะขึ้น งดดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะเบียร์) รวมถึงห้ามทานเครื่องใน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ได้ทันที หลังจากที่รู้ว่ากรดยูริกไม่ควรเกินเท่าไหร่แล้ว สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมคือทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้กรดยูริกสูงเกินค่าปกติ ด้วยการดูแลสุขภาพโดยรวมของตัวเอง ทานอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย ออกกำลังกายเป็นประจำ หลังจากนั้นก็ตรวจค่ากรดยูริกเป็นประจำเพื่อติดตามผลการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ การดูแลก็จำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากกว่า ถ้าหากดูแลได้ไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้อาการโรคเกาต์กำเริบ อาจทำให้ปวดเกาต์จนเดินไม่ได้ หรืออาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ด้วยเช่นกัน หากค่ากรดยูริกสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานมาก หรืออ่านค่าไม่ถูก มีอาการปวดข้อนิ้วโป้งเท้าหรือข้อเท้า ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวินิจฉัยอาการอย่างถูกต้องและสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

ผู้ชาย: 3.4 – 7.0 mg/dL
ผู้หญิง: 2.4 – 6.0 mg/dL
เด็ก: 2.0 – 5.5 mg/dL
