โรคเก๊าท์ อาการเป็นอย่างไร เกิดจากอะไร รักษาหายได้ไหม ดูแลอย่างไร
โรคเกาท์กับสิ่งที่ควรรู้
โรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งอย่างโรคเก๊าท์ อาการของโรคนี้มักจะเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบและส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องของสุขภาพร่างกาย การเจ็บป่วย อาหารการกิน และยังส่งผลกระทบต่อไลฟ์สไตล์ซึ่งผู้ป่วยโรคเก๊าท์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่ต้องยอมรับเป็นอันดับแรกของผู้ป่วยโรคเก๊าท์คือการเปลี่ยนแปลงของชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารที่ผู้ป่วยเก๊าท์ควรทาน หรือการเตรียมการเพื่อรับมือโรคเก๊าท์กำเริบ นอกจากนี้ก็ต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวกับโรคเก๊าท์ แล้วโรคเก๊าท์เกิดจากอะไร สามารถรักษาหายได้ไหม มีวิธีการดูแลอย่างไรให้ปลอดภัยต่อการใช้ชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด

โรคเก๊าท์ คืออะไร
โรคเก๊าท์ เป็นโรคข้ออักเสบที่ทำให้เกิดอาการปวดและบวมที่บริเวณข้อต่อตามร่างกายแบบเฉียบพลัน โดยปกติมักจะมีอาการลุกลามประมาณ 1-2 สัปดาห์หากไม่ได้รับการรักษา หากปล่อยไว้ก็อาจทำให้การเจ็บปวดอยู่ยาวนานขึ้นในอนาคตและอาจทำให้ข้อต่อถูกทำลายเรื่อย ๆ โรคเก๊าท์นี้มักจะเกิดขึ้นบริเวณหัวแม่เท้า บางครั้งอาจเกิดอาการปวดเฉียบพลันบริเวณข้อต่ออื่น ๆ เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อศอก
อาการของโรคเก๊าท์
โรคเก๊าท์ มักจะเกิดขึ้นที่ข้อต่อนิ้วหัวแม่โป้งเท้าหรืออาจเกิดขึ้นที่บริเวณข้อต่ออื่นได้ด้วย ซึ่งจะมีอาการปวดแบบเฉียบพลัน บวมแดง ปวดร้อน ซึ่งอาการของโรคเก๊าท์มักจะอยู่หลังจากอาการกำเริบ 1-2 อาทิตย์หรืออาจนานกว่านั้น ความเจ็บปวดอาจมีมากหรือน้อยกว่าในแต่ละครั้งที่กำเริบและจะปวดข้อต่อเดียวตลอดระยะของอาการ อาการปวดของโรคเก๊าท์มักจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันตอนกลางคืน บางครั้งอาจปวดจนทำให้ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ตื่น อาการของโรคเก๊าท์อาจมาในรูปแบบอื่นด้วย เช่น
- อาการปวดเฉียบพลัน บริเวณข้อต่อบริเวณอื่น ๆ เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้ว
- บวม อักเสบ แดง ปวดร้อน ทำให้ลำบากเมื่อขยับข้อต่อหรือการถือของที่มีน้ำหนัก
- รู้สึกเคลื่อนไหวลำบาก เนื่องจากความเจ็บปวดและอาการบวม ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ลำบากและเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
- อาการปวดซ้ำ ๆ อาการปวดมักจะเป็น ๆ หาย ๆ และมีระยะที่อาการทุเลาลง เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจมีความถี่และความรุนแรงของอาการมากขึ้นหากไม่ได้รับการรักษา
- ปุ่มโทไฟ (Tophi) เป็นอาการระยะยาวของโรคเก๊าท์ เกิดเมื่อก้อนยูเรต (Urate Crystal) จับตัวเป็นก้อนเล็กแข็งเรียกว่าปุ่มโทไฟ (Tophi) บริเวณข้อต่อ หากปล่อยไว้อาจทำให้อาการแย่ลงและทำให้ข้อต่อเสื่อมสภาพลงในที่สุด
- มีไข้ หนาวสั่น ผู้ป่วยโรคเก๊าท์บางคนอาจมีไข้ หนาวสั่นระหว่างอาการปวดเฉียบพลัน โดยเฉพาะช่วงที่อาการกำเริบรุนแรง
สาเหตุของโรคเก๊าท์
ร่างกายจะสร้างกรดยูริก (Uric acid) ออกมาตามธรรมชาติเมื่อสลายสารพิวรีน (Purine) ที่พบในอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด โดยจะมีไต ที่ทำหน้าที่กรองกรดยูริกออกจากเลือดและขับออกร่างกายผ่านการปัสสาวะ โรคเก๊าท์ เกิดจากร่างกายสะสมกรดยูริกที่เป็นส่วนเกินในร่างกายไว้มากเกินไป หรือเกิดจากการที่ไตไม่สามารถขับกรดยูริกออกจากเลือดได้เร็วเพียงพอ ทำให้ร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง หรือภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ทำให้กรดยูริกตกผลึกหรือที่เราเรียกกันว่าผลึกยูเรต (Urate Cyrstal) จับตัวบริเวณข้อต่อ เมื่อจับตัวเป็นก้อนมากขึ้น จะทำให้เกิดอาการปวด บวมอย่างเฉียบพลัน
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเก๊าท์
- การทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เนื้อแดง เครื่องใน ปลาบางชนิด (แอนโชวี่หรือซาร์ดีน) หอยแมลงภู่ หอยเชลล์หรืออาหารทะเลที่มีพิวรีนสูง ไก่งวง เป็นต้น
- การดื่มเครื่องดื่มที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เป็นต้น
- เพศ โรคเก๊าท์มักเกิดขึ้นกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในผู้ชาย โรคเก๊าท์อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น ในผู้หญิงมักเกิดขึ้นหลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
- อายุ ยิ่งอายุเยอะ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคเก๊าท์มากยิ่งขึ้น
- โรคอ้วน การมีน้ำหนักมากเกินไปหรือเป็นโรคอ้วน มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์ได้มากกว่า เนื่องจากน้ำหนักส่วนเกินสามารถนำไปสู่ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง และอาจไปลดประสิทธิภาพการทำงานของไต ทำให้ไตใช้เวลานานในการขับกรดยูริกออกจากเลือด ซึ่งสาเหตุของโรคอ้วนก็มีหลากหลายสาเหตุด้วยกัน
- โรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต ภาวะเมทาบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) และโรคหัวใจ ภาวะโรคเหล่านี้อาจส่งผลต่อความสามารถของร่างกายในการควบคุมระดับกรดยูริกและประสิทธิภาพในการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
- ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ แอสไพริน ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิด อาจเข้าไปรบกวนร่างกายในการขับกรดยูริก ส่งผลให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นและเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์
- อาการบาดเจ็บบริเวณข้อต่อและการผ่าตัด การบาดเจ็บที่ข้อต่อหรือการผ่าตัดข้อต่อก่อนหน้า อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์ในข้อต่อนั้นได้ มักเกิดกับผู้สูงอายุ
- การขาดน้ำ การดื่มน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ สามารถทำให้กรดยูริกในเลือดสูงขึ้นและเสี่ยงต่อโรคเก๊าท์ นอกจากนั้นก็อาจทำให้โรคเก๊าท์กำเริบเฉียบพลันได้ด้วยเช่นกัน

โรคเก๊าท์ รักษาหายได้ไหม
โรคเก๊าท์ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยความที่เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง แต่สามารถดูแลโรคเก๊าท์ได้ด้วยการทานยาหรือการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ เพื่อลดโอกาสและลดความเสี่ยงอาการกำเริบเฉียบพลัน
ยาที่ใช้รักษาโรคเก๊าท์
โดยปกติ การรับประทานยาสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์เมื่ออาการกำเริบเฉียบพลัน เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อลดอาการความเจ็บปวดให้น้อยลง และลดโอกาสการเกิดข้อเสื่อมสลายได้ด้วยเช่นกัน
- ยาแก้ปวดข้ออักเสบกลุ่มเอ็นเสด (Nonsteroidal anti-inflammatory drugs : NSAIDs) อย่าง ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (Naproxen) หรืออินโดเมาทซิน (Indomethacin) ที่สามารถช่วยลดอาการอักเสบระหว่างอาการกำเริบเฉียบพลัน
- โคลชิซิน (Colchicine) ใช้เมื่อมีอาการปวดเก๊าท์หรือมีอาการอักเสบ โดยเฉพาะเมื่อยาแก้ปวดข้ออักเสบกลุ่มเอ็นเสดไม่ช่วย
- ยาลดระดับกรดยูริก เช่น อัลโลพูรินอล (Allopurinol) หรือ ฟีบัคโซสตัต (Febuxostat) ที่ช่วยลดอัตราการเกิดอาการเฉียบพลันและป้องกันการตกผลึกยูเรต แต่ยาลดระดับกรดยูริกนั้นจะแนะนำให้ใช้กับคนที่มีอาการกำเริบเฉียบพลันรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน
โรคเก๊าท์ ดูแลอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยง
การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เช่น
- เปลี่ยนไลฟ์สไตล์การกิน การดื่ม พยายามหลีกเลี่ยงอาหารพิวรีนสูง ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์และเหล้า และพยายามทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำเพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
- ควบคุมน้ำหนัก การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับมาตรฐานผ่านการออกกำลังกายอย่างปลอดภัยและสม่ำเสมอ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็สามารถลดโอกาสการเกิดโรคเก๊าท์และลดความเสี่ยงในการเกิดอาการกำเริบแบบเฉียบพลันได้ด้วยเช่นกัน รวมถึงลดโอกาสในการเกิดโรคแทรกซ้อนจากความอ้วนได้ด้วย
- ลดกิจกรรมที่อาจมีความเสี่ยงต่ออาการกำเริบ เช่น การออกกำลังกายที่หนักจนเกินไป กิจกรรมที่ใช้ข้อต่อในการขยับร่างกาย การควบคุมกิจกรรมให้เหมาะสมต่อโรคเก๊าท์ จะช่วยป้องกันโรคเก๊าท์ไม่ให้อาการกำเริบได้ดียิ่งขึ้น
- การตรวจเช็คโรคเก๊าท์อย่างสม่ำเสมอ การไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจระดับกรดยูริกในเลือด และการเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นสำคัญอย่างมากต่อการจัดการกับโรคเก๊าท์
นอกจากนี้ การรับประทานอาหารเสริม คินน์ ยูลี่-โล มีสรรพคุณลดกรดยูริกและลดอักเสบโรคเก๊าท์ ที่มีส่วนผสมของเบอร์ด๊อก เอ็กซ์แทรคอาร์คเทียม แลปปา รูท วอเตอร์, เทอเมอะริค พาวเดอร์, นัตโตะเฟอเมนเต็ดพาวเดอร์ และคอร์น ไฟเบอร์
การรักษาโรคเก๊าท์ ทำไมถึงสำคัญ?
เมื่อโรคเก๊าท์ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การปล่อยปะละเลย หรือไม่เข้ารับการรักษา ก็มีแต่จะทำให้อาการของโรคเก๊าท์แย่ลงเรื่อย ๆ จนอาจทำให้ข้อที่อักเสบเสื่อมสลายไป เพราะฉะนั้น การเข้ารับการรักษาโรคเก๊าท์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อไม่ให้อาการกำเริบเฉียบพลัน และช่วยให้การใช้ชีวิตร่วมกับโรคเก๊าท์ราบรื่นมากยิ่งขึ้น ลดโอกาสการเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน