5 ผักที่มีพิวรีนสูง เลี่ยงลดเสี่ยงเกาต์ แล้วทานผักอะไรแทนดี?
พิวรีน คือสารธรรมชาติอย่างหนึ่งที่พบทั้งในร่างกายและอาหารที่เราทาน ซึ่งในภายหลังจะย่อยสลายกลายเป็นกรดยูริกที่มีผลกระทบหลายอย่างกับร่างกายโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งอาหารที่ว่านั้นก็ยังรวมถึง “ผัก” ด้วยเช่นกัน ยิ่งทานอาหารที่มีพิวรีนสูง ก็อาจทำให้เสี่ยงโรคเกาต์หรือทำให้ผู้ป่วยโรคเกาต์มีอาการกำเริบได้ แล้ว ผักที่มีพิวรีนสูง มีอะไรบ้างที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยง ผักที่มีพิวรีนต่ำมีอะไรบ้างที่ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถทานได้ วิธีลดปริมาณพิวรีนในอาหาร มีอะไรบ้าง? ไปดูกันครับ
พิวรีน มีผลต่อร่างกายอย่างไร
เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีพิวรีน ร่างกายของเราจะย่อยสลายพิวรีนให้กลายเป็นกรดยูริก (Uric Acid) ซึ่งยูริกนั้นจะละลายในเลือดและขับออกทางปัสสาวะเป็นปกติ แต่ถ้าหากเราทานอาหารที่มีพิวรีนสูงในปริมาณมาก ก็เท่ากับร่างกายของเราจะมีกรดยูริกสูงด้วยเช่นกัน เมื่อร่างกายของเรามีกรดยูริกมากเกินไป กรดยูริกจะไปตกผลึกเป็นผลึกยูเรต (Urate Crystal) อยู่ที่บริเวณข้อต่อ เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า รวมถึงข้อต่อบริเวณนิ้วเท้าโดยเฉพาะนิ้วหัวแม่โป้งเท้า ซึ่งผลึกที่ว่านี้จะเป็นรูปเข็ม ทำให้เกิดอาการปวด บวม และอักเสบอย่างรุนแรง เป็นอาการของโรคเกาต์นั่นเอง

5 ผักที่มีพิวรีนสูง ที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยง
แม้ว่าผักจะเป็นอาหารที่ดีกับร่างกาย แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์หรือผู้ที่มีความเสี่ยงโรคเกาต์ต้องเข้าใจด้วยว่าผักหลายชนิดจะมีพิวรีน เพราะฉะนั้น ผักที่มีพิวรีนสูง ก็เป็นผักที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณอย่างเหมาะสม แม้ว่าปริมาณพิวรีนในผักนั้นจะน้อยกว่าพิวรีนจากเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ก็ตาม
ผักหลายชนิดมีพิวรีนสูง โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผักจำพวก “ยอดผัก” ซึ่งเป็นผักที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงและมีการแบ่งตัวของเซลล์อย่างรวดเร็ว ในนิวเคลียสของเซลล์จะมีสารพันธุกรรม (DNA) อยู่เยอะมาก ซึ่งสารที่ว่านั้นจะเป็นต้นกำเนิดของพิวรีนเข้มข้น ทำให้การทานเป็นประจำหรือทานในปริมาณมากนั้นอาจทำให้กรดยูริกในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่เท่าเนื้อสัตว์ก็ตาม
1. ยอดชะอม
ยอดชะอม เป็นผักอย่างหนึ่งที่นิยมทานกันโดยเฉพาะเมนูชะอมผัดไข่ แต่โดยเฉพาะส่วนของยอดชะอมนั้นจะมีสารพิวรีนสูงมาก แม้ว่าจะทานในปริมาณไม่มากก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบข้อได้ในวันถัดไป เพราะร่างกายเปลี่ยนพิวรีนจากยอดชะอมเป็นกรดยูริกอย่างรวดเร็วนั่นเอง
2. ยอดตำลึง
เชื่อว่าหลายคนรู้กันดี ว่าตำลึงเป็นผักอย่างหนึ่งที่หาทานได้ง่ายมากและมีประโยชน์กับร่างกายมากด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากทานยอดตำลึงด้วย ก็อาจเสี่ยงต่ออาการโรคเกาต์กำเริบได้ เพราะยอดตำลึงจะกระจุกไปด้วยพิวรีนรวมถึงหนวดของมันด้วยเช่นกัน หากอยากทานจริงๆ แนะนำให้ทานส่วนใบกลางๆ ไปจนถึงใบแก่ๆ
3. ยอดกระถิน
เช่นเดียวกับยอดชะอม ยอดกระถินจะมีการสะสมสารอาหารและพิวรีนไว้เพื่อการเติบโต ทำให้การทานยอดกระถินสดๆ นั้นทำให้เสี่ยงต่ออาการกำเริบได้ เป็นผักที่มีพิวรีนสูงที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยงเช่นกัน
4. หน่อไม้
หน่อไม้ทุกชนิดรวมถึงหน่อไม้ฝรั่ง ถือเป็นผักอย่างหนึ่งที่ควรเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ เพราะส่วนหน่อที่ว่านี้จะพุ่งขึ้นมาจากดินอย่างรวดเร็ว ส่วนที่เติบโตเร็วก็เท่ากับมีพิวรีนสูงมากเป็นพิเศษ ทำให้หน่อไม้นั้นไม่เหมาะเลยสำหรับผู้ป่วยและผู้เสี่ยงภาวะโรคเกาต์
5. ผักโขม
แม้ว่าผักโขมจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์หลายอย่าง อุดมไปด้วยไฟเบอร์ แต่จะมีพิวรีนในระดับที่ควรควบคุมปริมาณการทานให้เหมาะสม รวมถึงปริมาณออกซาเลต (Oxalate) ที่ค่อนข้างสูง ทำให้เพิ่มความเสี่ยงภาวะอาการนิ่วในไต ซึ่งอาการของมันจะส่งผลเสียอย่างมากต่ออาการโรคเกาต์
6. เห็ดบางชนิด
ยกตัวอย่างเช่น เห็ดหอม เห็ดฟาง หรือเห็ดนางฟ้า เห็ดเหล่านี้จะมีโครงสร้างพิวรีนในระดับปานกลางไปจนถึงสูง แต่ไม่ใช่ว่าจะทานไม่ได้ การทานเห็ดเหล่านี้ในปริมาณที่พอเหมาะถือว่าทำได้ แต่ควรเลี่ยงเมนูเห็ดหรือแกงเห็ด เพราะอาจทานเพลินจนทำให้ได้รับพิวรีนสะสมในร่างกายสูงเกินไปได้

ผักที่มีพิวรีนต่ำ ทดแทนการทานผักที่มีพิวรีนสูง
สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ การเลือกทานผักที่มีพิวรีนต่ำจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าผักที่มีพิวรีนสูงแน่นอน ซึ่งผักต่างๆ ที่มีพิวรีนต่ำ จะมีด้วยกันดังนี้ครับ
นอกจากนี้ การเลือกทานอาหารบางอย่าง เช่นนัตโตะ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี นม อาหารที่มีโปรตีน ก็จะเป็นตัวเลือกสำคัญที่ให้พิวรีนต่ำและเป็นมิตรกับผู้ป่วยโรคเกาต์ด้วยเช่นกัน
วิธีลดปริมาณพิวรีนในอาหารก่อนทาน
อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราก็อยากทานผักต่างๆ ที่อาจมีพิวรีนสูง แม้ว่าจะควรระวังอย่างเคร่งครัด แต่ก็พอจะมีวิธีลดความเสี่ยงหรือลดปริมาณพิวรีนในผักที่มีพิวรีนสูงให้เหลือน้อยที่สุดอยู่เช่นกัน
· การต้มแล้วทิ้งน้ำ: พิวรีนเป็นสารที่ละลายในน้ำได้ดี การนำผักหรือเนื้อสัตว์ไปต้มน้ำทิ้ง 1 รอบก่อนนำไปปรุงอาหารจริง จะช่วยลดปริมาณพิวรีนลงได้มาก (แต่ต้องยอมเสียวิตามินบางส่วนไปนะครับ)
· เลือกทานส่วนใบมากกว่ายอด: พิวรีนจะกระจุกตัวอยู่ที่ "ส่วนยอด" หรือ "เนื้อเยื่ออ่อนที่กำลังโต" การเลือกทานเฉพาะส่วนใบหรือลำต้นที่แก่กว่าจะปลอดภัยกว่า
· ดื่มน้ำให้เพียงพอ: แม้จะไม่ใช่การลดพิวรีนในอาหารโดยตรง แต่การดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตรจะช่วยให้ไตขับกรดยูริกที่กินเข้าไปออกมาได้ดีขึ้นครับ

