เป็นเกาต์กินถั่วได้ไหม? ถั่วที่ผู้ป่วยโรคเกาต์กินได้และที่ควรเลี่ยง
ถั่วหลากหลายชนิดมักเป็นอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะนัตโตะที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับร่างกาย อย่างไรก็ตาม ภาวะทางสุขภาพอย่างโรคเกาต์ ก็จำเป็นต้องเข้มงวดเรื่องการทานอาหารเป็นพิเศษเพราะอาจเสี่ยงอาการเกาต์กำเริบได้ หลายคนที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น "โรคเกาต์" มักตั้งคำถามว่า เป็นเกาต์กินถั่วได้ไหม เพราะเคยได้ยินมาว่าถั่วมี "พิวรีน" สูงจนอาจทำให้อาการปวดข้อกำเริบ คำตอบสั้น ๆ คือ กินได้ แต่ต้องเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสม เพราะถั่วแต่ละชนิดมีพิวรีนแตกต่างกัน
ในบทความนี้ เราจะพาไปค้นหาคำตอบกันว่าโรคเกาต์กับถั่ว สัมพันธ์กันอย่างไร เป็นเกาต์สามารถกินถั่วได้ไหม กินถั่วอะไรได้บ้าง ถั่วอะไรที่ควรเลี่ยง กินถั่วเหลืองได้ไหม แล้วกินถั่วอย่างไรให้ปลอดภัยสำหรับคนเป็นโรคเกาต์? ไปดูกัน

โรคเกาต์คืออะไร เกี่ยวข้องกับ "ถั่ว" อย่างไร
โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากการมี กรดยูริกในเลือดสูง เป็นเวลานาน จนกรดยูริกตกตะกอนกลายเป็นผลึกเกลือยูเรตสะสมอยู่ตามข้อต่อ โดยเฉพาะข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า และข้อเข่า เมื่อร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อผลึกเหล่านี้จะทำให้ปวด บวม แดง ร้อนอย่างรุนแรงแบบเฉียบพลัน
กรดยูริกในร่างกายส่วนหนึ่งเกิดจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกายเอง และอีกส่วนหนึ่งมาจาก "พิวรีน" (Purine) ที่ได้รับจากอาหาร พิวรีนเป็นสารที่พบมากในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่เติบโตเร็ว เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด ยอดผักอ่อน และ ถั่วบางชนิด เมื่อร่างกายย่อยสลายพิวรีนจะได้กรดยูริกออกมา หากกินอาหารพิวรีนสูงมากเกินไปบ่อย ๆ ก็อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการเกาต์กำเริบได้ง่ายขึ้น นี่คือเหตุผลที่คนเป็นเกาต์ต้องระมัดระวังเรื่องถั่วเป็นพิเศษ เพราะถั่วเป็นกลุ่มอาหารที่มีทั้งชนิดพิวรีนต่ำและพิวรีนสูงปะปนกันอยู่
เป็นเกาต์กินถั่วได้ไหม? คำตอบที่ต้องรู้ก่อนตัดถั่วออกจากเมนู
คำตอบคือ ผู้ป่วยโรคเกาต์ไม่จำเป็นต้องเลี่ยงถั่วทุกชนิด เพียงแต่ต้องรู้จักแยกแยะว่าถั่วชนิดไหนพิวรีนต่ำ ชนิดไหนพิวรีนสูง เพราะ:
ถั่วเปลือกแข็ง (nuts) อย่างวอลนัท อัลมอนด์ แมคาเดเมีย ส่วนใหญ่มีพิวรีนต่ำ กินเป็นของว่างได้ในปริมาณพอเหมาะ
ถั่วเมล็ดแห้ง/พืชตระกูลถั่ว (legumes) เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง มักมีพิวรีนอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง จึงควรจำกัดความถี่และปริมาณ
งานวิจัยด้านโภชนาการในต่างประเทศหลายชิ้นยังชี้ว่า พิวรีนจากพืช (รวมถึงถั่ว) ส่งผลต่อความเสี่ยงเกาต์กำเริบน้อยกว่าพิวรีนจาก เนื้อสัตว์และอาหารทะเล อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการกินถั่วในปริมาณที่เหมาะสมจึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ควรกินในปริมาณมากเกินไปในมื้อเดียวเช่นกัน
พูดง่าย ๆ คือ "กินได้ แต่เลือกชนิด และไม่กินจุ" คือหลักการที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วยเกาต์
เป็นเกาต์กินถั่วอะไรได้บ้าง (ถั่วพิวรีนต่ำ-ปานกลาง)
ถั่วกลุ่มนี้มีปริมาณพิวรีนอยู่ในเกณฑ์ต่ำถึงปานกลาง (โดยทั่วไปต่ำกว่า 100 มก. ต่ออาหาร 100 กรัม) ผู้ป่วยเกาต์สามารถเลือกกินเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารหรือของว่างได้อย่างสบายใจมากกว่า แต่ยังควรกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรกินเยอะจนเกินไป

เป็นเกาต์ห้ามกินถั่วอะไร (ถั่วพิวรีนสูงที่ควรเลี่ยง)
กลุ่มนี้คือ พืชตระกูลถั่วเมล็ดแห้ง เป็นตระกูลถั่วที่แนะนำให้ผู้ป่วยเกาต์ลดหรือหลีกเลี่ยง เนื่องจากมีปริมาณพิวรีนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับถั่วกลุ่มแรก ได้แก่
ถั่วดำ
ถั่วแดง
ถั่วเขียว
ถั่วเหลือง (เมล็ดดิบ/แห้ง)
ถั่วงอก (โดยเฉพาะถั่วงอกจากถั่วเหลือง)
ถั่วกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องงดแบบเด็ดขาด 100% แต่ควรจำกัดความถี่ให้เหลือประมาณ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และกินในปริมาณไม่มากต่อครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่กรดยูริกในเลือดยังควบคุมได้ไม่ดี หรือเพิ่งมีอาการปวดข้อกำเริบ ควรงดไปก่อนจนกว่าอาการจะดีขึ้น
กินถั่วอย่างไรให้ปลอดภัย สำหรับคนเป็นเกาต์
ไม่ต้องตัดถั่วออกจากชีวิตทั้งหมด เพียงปรับวิธีกินตามคำแนะนำต่อไปนี้
เลือกชนิดถั่วพิวรีนต่ำเป็นหลัก เช่น วอลนัท อัลมอนด์ เต้าหู้ ถั่วลันเตา แล้วค่อยสลับถั่วพิวรีนสูงเข้ามาเป็นครั้งคราว
จำกัดปริมาณและความถี่ ถั่วกลุ่มพิวรีนสูงไม่ควรเกิน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ควรกินปริมาณมากในมื้อเดียว
หลีกเลี่ยงการกินถั่วร่วมกับอาหารพิวรีนสูงอื่น ๆ ในมื้อเดียวกัน เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เพื่อไม่ให้พิวรีนสะสมมากเกินไปในครั้งเดียว
ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะภาวะน้ำหนักเกินสัมพันธ์กับระดับกรดยูริกที่สูงขึ้น
สังเกตอาการตัวเอง หากกินถั่วชนิดใดแล้วรู้สึกข้อเริ่มปวดบวมผิดปกติ ควรลดหรืองดถั่วชนิดนั้นและปรึกษาแพทย์
นอกจากถั่ว อาหารกลุ่มไหนที่คนเป็นเกาต์ควรระวังด้วย
นอกเหนือจากถั่วบางชนิด ยังมีกลุ่มอาหารพิวรีนสูงอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยเกาต์ควรจำกัดควบคู่กันไป ได้แก่
เครื่องในสัตว์ทุกชนิด เช่น ตับ ไต ม้าม สมอง
สัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ ห่าน (โดยเฉพาะส่วนหนัง)
อาหารทะเลบางชนิด เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้งชีแฮ้ ไข่ปลา
ผักบางชนิด เช่น ชะอม กระถิน หน่อไม้ฝรั่งอ่อน เห็ด
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกาต์กับการกินถั่ว (FAQ)
เป็นเกาต์กินเต้าหู้ได้ไหม?
กินได้ เพราะเต้าหู้ผ่านกระบวนการแปรรูปจากถั่วเหลืองจนมีพิวรีนลดลงกว่าเมล็ดถั่วเหลืองดิบมาก จัดอยู่ในกลุ่มพิวรีนต่ำที่กินได้ตามปกติ
เป็นเกาต์กินถั่วลิสงได้ไหม กินได้เยอะแค่ไหน?
กินได้ในปริมาณพอเหมาะ เช่น 1 กำมือเล็ก ๆ และไม่ควรกินทุกวัน แนะนำสลับกับถั่วชนิดอื่นและจำกัดความถี่ประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
เป็นเกาต์ดื่มนมถั่วเหลืองได้ไหม?
โดยทั่วไปดื่มได้ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะผ่านการแปรรูปและเจือจางแล้ว แต่ควรกินสลับกับนมวัวไขมันต่ำ และไม่ควรดื่มนมถั่วเหลืองแทนน้ำเปล่าในปริมาณมาก ๆ ทุกวัน
ถั่วงอกเป็นเกาต์กินได้ไหม?
ถั่วงอก โดยเฉพาะถั่วงอกจากถั่วเหลือง มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ควรจำกัดปริมาณตามคำแนะนำของสถานพยาบาลหลายแห่ง จึงควรกินแต่น้อยและไม่บ่อยเกินไป
กินถั่วแล้วเกาต์กำเริบทันทีเลยไหม?
ไม่เสมอไป อาการกำเริบมักเกิดจากการสะสมของกรดยูริกจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม การทำงานของไต และพฤติกรรมการกินโดยรวม การกินถั่วพิวรีนสูงเพียงครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าจะกำเริบทันที แต่หากกินสะสมบ่อย ๆ ในปริมาณมากก็เพิ่มความเสี่ยงได้
เป็นเกาต์กินถั่วเหลือง-ถั่วนัตโตะได้ไหม
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือเรื่อง "ถั่วเหลือง" เพราะเป็นวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารไทยหลายเมนู ทั้งเต้าหู้ น้ำเจี้ยว นมถั่วเหลือง ไปจนถึง นัตโตะ (Natto) ถั่วเหลืองหมักขึ้นชื่อของญี่ปุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตามหลักการแล้ว ถั่วเหลืองเมล็ดดิบและอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองล้วน ๆ ในปริมาณมาก เช่น การกินนัตโตะเป็นถ้วยใหญ่ทุกวัน จัดอยู่ในกลุ่มที่ควรจำกัดปริมาณเช่นเดียวกับถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่น เพราะถั่วเหลืองมีพิวรีนอยู่ในระดับปานกลาง-ค่อนข้างสูง ส่วน เต้าหู้ ซึ่งผ่านกระบวนการแปรรูปจากถั่วเหลืองแล้ว จะมีพิวรีนลดลงกว่าถั่วเหลืองดิบพอสมควร จึงกินได้สบายใจกว่า หรือเลือกทานนัตโตะแคปซูลที่มีการสกัด Nattokinase และมีปริมาณถั่วเหลืองน้อยกว่าการกินนัตโตะสดแต่มากไปด้วยประโยชน์