ปวดเกาต์เดินไม่ได้

โรคเกาต์ อาการของมันจะมีด้วยกันหลายอย่างแต่ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดเฉียบพลัน บวมหรืออักเสบบริเวณข้อต่อ ซึ่งอาการปวดแบบเฉียบพลันที่ว่านี้อาจทำให้อาการปวดเกาต์ เดินไม่ได้เลยก็เป็นไปได้เช่นกัน แล้วถ้าหากปวดจนเดินไม่ได้ เราจะสามารถดูแลเบื้องต้นได้อย่างไรบ้าง? ต้องไปโรงพยาบาลไหม? มันเกิดจากอะไร ป้องกันไม่ให้อาการโรคเกาต์กำเริบอย่างไรได้บ้าง ไปดูกันครับ

ปวดเกาต์จนเดินไม่ไหว

สาเหตุของการปวดเกาต์เฉียบพลันจนเดินไม่ได้

สาเหตุที่ทำให้อาการปวดเกาต์ เดินไม่ได้ จะเป็นเพราะภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเกินไปเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการสะสมผลึกกรดยูริกทิ่มแทงบริเวณข้อต่อ อาการมักจะเกิดบริเวณหัวแม่เท้าหรือข้อเท้า และอาจเกิดขึ้นที่ข้อเข่าได้ด้วยเช่นกัน อาการอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน รุนแรงจนไม่สามารถลงน้ำหนักได้หรือเดินไม่ไหว

ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงที่พบบ่อยๆ จะมีด้วยกัน ดังนี้

-          ภาวะร่างกายขาดน้ำ เพราะการดื่มน้ำน้อยจะทำให้เลือดข้นและยูริกจะเกิดการตกตะกอนได้ง่าย

-          ทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องใน สัตว์ปีก หรือยอดผัก รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง จะเป็นปัจจัยหลักในการกระตุ้นให้เกิดอาการเกาต์เฉียบพลันได้

-          อาการเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดอาการปวดเกาต์เฉียบพลันได้เช่นกัน

-          การทานยาขับปัสสาวะบางชนิด

ปวดเกาต์ เดินไม่ได้ ดูแลเบื้องต้นอย่างไร

เมื่อปวดเกาต์ เดินไม่ได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือหยุดเดินหรือห้ามเคลื่อนไหวโดยเด็ดขาด ให้ทำการพักข้อต่อที่มีอาการอย่างทันที หลังจากนั้นให้ตามขั้นตอนการดูแลอาการโรคเกาต์เบื้องต้น

-          ประคบเย็น โดยการเอาน้ำแข็งห่อผ้าขนหนูบางๆ ประคบบริเวณที่บวมประมาณ 10-20 นาที วันละหลายครั้งเพื่อช่วยลดอาการบวมและอักเสบลงให้ดีขึ้น ห้ามประคบร้อนเด็ดขาด เพราะการประคบร้อนจะทำให้อาการปวดบวมหนักขึ้นได้

-          ยกขาสูงกว่าระดับหัวใจ โดยการนอนราบและใช้หมอนหนุนขาเพื่อลดอาการบวมและอาการคั่งของเลือด ลดอาการบวมแดง

-          ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกายผ่านทางระบบปัสสาวะได้

-          เลี่ยงการทานอาหารที่มีพิวรีนสูง รวมถึงหยุดดื่มแอลกอฮอล์ทันที

-          หากมีการทานยา สามารถทานยาลดแก้ปวดได้ เช่น ยากลุ่ม NSAIDs หรือยา Colchicine เพื่อลดการอักเสบจากโรคเกาต์ (ตามคำแนะนำของแพทย์)

-          ไม่นวดหรือบีบบริเวณที่ปวด เพราะอาจทำให้การอักเสบเกิดการลุกลามได้

ปวดเกาต์ เดินไม่ได้ ต้องไปโรงพยาบาลไหม

อาการโรคเกาต์มักจะดีขึ้นในเวลาประมาณ 12-24 ชั่วโมงหากได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง แต่ถ้าหากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว หรือปวดมากจนเดินแทบไม่ได้หรือแตะไม่ได้เลย แม้จะทานยาแก้ปวดแล้วก็ตาม การไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์จะเป็นสิ่งที่ควรทำ และถ้าหากเป็นผู้สูงอายุที่ล้มง่าย มีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคไต ความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวานร่วมด้วย ก็ยิ่งควรพบแพทย์ทันที

ปวดเกาต์เดินไม่ได้

คำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุที่ปวดเกาต์จนเดินไม่ได้

ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเกาต์ มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนวัยอื่น ทำให้การดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเกาต์นั้นต้องดูแลอย่างดี ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

-          ช่วยประคบเย็นสม่ำเสมอ

-          ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อช่วยลดกรดยูริก

-          ใช้ ไม้เท้า หรือ ผู้ช่วยพยุง เวลาลุกเดิน

-          ทำพื้นที่ในบ้านให้ปลอดภัยเพื่อป้องกันการล้ม

-          ใช้รองเท้านุ่ม เพื่อลดแรงกดที่ข้อ

-          ตรวจยาเดิม เช่น ยาขับปัสสาวะ ซึ่งอาจกระตุ้นเกาต์

และควรรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อปวดจนลงน้ำหนักไม่ได้ มีโรคประจำตัวหลายชนิด

การป้องกันไม่ให้อาการเกาต์กำเริบจนเดินไม่ได้

ปวดเกาต์ เดินไม่ได้ จะเป็นอาการปวดเกาต์ที่ต้องบอกได้เลยว่าทรมานมาก ไม่มีใครอยากอาการปวดเกาต์กำเริบแน่นอน การป้องกันให้โอกาสเกิดน้อยที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้

  • ลดอาหารพิวรีนสูง เครื่องในสัตว์ เนื้อแดง ซุปกระดูก อาหารทะเล

  • เลือกโปรตีนน้อยพิวรีน ไข่ เต้าหู้ เนื้อขาว

  • ลดน้ำตาลฟรุกโตส เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน

  • ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว

  • ควบคุมน้ำหนัก

  • ลดแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์

  • ออกกำลังกายเบา ๆ สม่ำเสมอ

  • พักผ่อนเพียงพอ

  • หากแพทย์สั่ง Allopurinol / Febuxostat ควรกินสม่ำเสมอ

  • ตรวจกรดยูริกทุก 3–6 เดือน

  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่อาจกระตุ้นเกาต์ เช่น ยาขับปัสสาวะบางชนิด

  • ทานอาหารที่มีส่วนช่วยลดกรดยูริกลดอักเสบโรคเกาต์