โรคเกาต์กินปลาทูได้ไหม ต้องระวังอะไรบ้าง?
Key Takeaways
กินได้แต่ต้องคุมปริมาณ: ปลาทูมีพิวรีนระดับปานกลาง ผู้ป่วยโรคเกาต์รับประทานได้ แต่ไม่ควรกินทุกวัน และควรกินเนื้อปลารวมไม่เกิน 100–150 กรัมต่อมื้อ
งดเด็ดขาดช่วงอาการกำเริบ: หากอยู่ในช่วงข้ออักเสบหรือเกาต์กำเริบ ควรงดปลาทูชั่วคราวเพื่อป้องกันระดับกรดยูริกซ้ำเติมอาการปวด
เลี่ยงส่วนหนังและไข่ปลา: หนังและไข่ปลาทูเป็นจุดที่มีปริมาณพิวรีนสะสมสูง ควรเลาะออกและเลือกทานเฉพาะเนื้อปลาล้วน
เน้นวิธีปรุงต้ม-นึ่ง และหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น: การต้มหรือนึ่งช่วยละลายพิวรีนบางส่วนออกได้ ควบคู่กับการดื่มน้ำมากๆ และงดทานคู่กับแอลกอฮอล์หรือน้ำหวานฟรุกโตส
ปลาทู เป็นอาหารอย่างหนึ่งที่เรานิยมกันและเป็นปลาที่มากด้วยประโยชน์แถมอร่อยด้วย เชื่อว่าถ้าใครเห็นปลาทูทอดกรอบ ๆ คู่กับน้ำพริกกะปิก็เชื่อได้เลยว่าต้องเป็นมื้อหนึ่งที่อิ่มอร่อยแน่ ๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากำลังเผชิญหรือมีความเสี่ยงสูงเกี่ยวกับการเป็น “โรคเกาต์” การเลือกปลาทูเป็นอาหารสักมื้ออาจเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เพราะอาหารแต่ละอย่างมีพิวรีนสูง ซึ่งจะทำให้กรดยูริกในเลือดสูง ส่งผลเสียต่ออาการโรคเกาต์ อาจทำให้อาการกำเริบได้
ในบทความนี้ เราจะมาตอบคำถามว่า โรคเกาต์กินปลาทูได้ไหม ปลาทูเป็นอาหารที่มีพิวรีนมากแค่ไหน ถ้าอยากกิน ต้องกินอย่างไรให้ปลอดภัย

โรคเกาต์กินปลาทูได้ไหม ปลาทูมีพิวรีนสูงแค่ไหน?
ในตารางโภชนาการ ปลาตระกูลแมคเคอเรล (ตระกูลปลาทู) เป็นปลาที่มีปริมาณพิวรีนอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้จัดอยู่ในระดับสูงเหมือนกับเครื่องในสัตว์ แต่แนวทางและคำแนะนำ ปลาทูจะจัดอยู่ในอาหารที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรระวัง ใกล้เคียงกับปลาซาร์ดีนและแอนโชวี่
สาเหตุเป็นเพราะปลาทูเป็นปลาเนื้อมัน ตัวเล็ก โตไว และเรามักจะกินทั้งตัวรวมถึงหนังและไข่ ซึ่งส่วนที่ว่านี้จะเป็นส่วนที่มีปริมาณพิวรีนสูงกว่าเนื้อปลาล้วน ทำให้พิวรีนที่ได้รับจริง ๆ ต่อมื้อจะสูงกว่าตัวเลขในตารางโภชนาการทั่วไป
อธิบายง่าย ๆ คือ ปลาทูไม่ได้มีพิวรีนสูงที่สุดในกลุ่มอาหารทะเล แต่การกินปลาทูจะต้องกินแบบควบคุมปริมาณ
ช่วงอาการโรคเกาต์กำเริบ ควรงดปลาทูเลยหรือไม่
ควรงดชั่วคราว เป็นแนวทางทั่วไปในช่วงดูแลอาการกำเริบ ควรงดอาหารที่มีพิวรีนปานกลางไปจนถึงสูง ไม่ใช่แค่ปลาทูอย่างเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับกรดยูริกในเลือดพุ่งซ้ำเติมข้อที่กำลังอักเสบอยู่ พร้อมทั้งการดื่มน้ำให้เพียงพอและทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เมื่ออาการดีขึ้นและกรดยูริกกลับมาอยู่ในระดับที่ควบคุมได้แล้ว จึงค่อยกิน แต่อย่าลืมว่าควรกินในปริมาณพอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป
กินปลาทูอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่กระตุ้นให้อาการกำเริบ
ถ้าอยากกินปลาทูแบบสบายใจ ลองปรับตามแนวทางเหล่านี้
จำกัดปริมาณต่อมื้อ ทั่วไปแนะนำให้กินเนื้อสัตว์/ปลารวมกันไม่เกินประมาณ 100-150 กรัมต่อมื้อ และไม่ควรกินปลาทูทุกวัน ควรเว้นช่วงให้ร่างกายขับกรดยูริกออกได้ทัน
เลือกวิธีปรุงที่ไม่เพิ่มความเสี่ยง การนึ่งหรือต้มมีข้อดีตรงที่พิวรีนบางส่วนละลายออกมากับน้ำได้ ส่วนการทอดแม้ไม่ได้เพิ่มพิวรีนแต่เพิ่มไขมัน ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพข้อและหลอดเลือดโดยรวม
ตัดส่วนที่พิวรีนสูงออก โดยเฉพาะไข่ปลาและหนังปลา หากทำได้ควรเลาะออกก่อนกิน
หลีกเลี่ยงการกินคู่กับตัวกระตุ้นอื่น เช่น เบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลมหรือน้ำหวานที่มีฟรุกโตสสูง เพราะสิ่งเหล่านี้ยับยั้งการขับกรดยูริกทางไต
ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริกส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
จับคู่กับผักพิวรีนต่ำ เช่น แตงกวา ฟักทอง มะเขือเทศ เพื่อให้มื้ออาหารสมดุลมากขึ้น เลี่ยงผักที่มีพิวรีนสูง

สรุป เป็นโรคเกาต์กินปลาทูได้ไหม?
กินได้ในปริมาณที่พอเหมาะ สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ต้องควบคุมปริมาณกรดยูริกในร่างกาย ไม่ควรกินในปริมาณมาก เลี่ยงส่วนหนังปลา ไข่ปลา เพราะเป็นส่วนที่มีพิวรีนสูง และควรเลี่ยงปลาทูเมื่อมีอาการกำเริบหรือช่วงที่หายจากอาการกำเริบได้ไม่นาน นอกจากนั้น การเลือกทานอาหารที่มีส่วนช่วยดูแลอาการโรคเกาต์อย่างอาหารที่มีพิวรีนต่ำ ถั่วบางชนิดเช่นนัตโตะหรือนัตโตะแคปซูล จะเป็นส่วนสำคัญในการดูแลอาการโรคเกาต์ พร้อมกับการออกกำลังกายเบา ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และหาแพทย์ตามที่นัดเป็นประจำ