อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคตับเเข็ง
โพสต์เมื่อ : 31 ต.ค 2566 เวลา 6:4 น.
โรคตับแข็ง คือภาวะที่ตับมีการก่อตัวของเนื้อเยื่อพังผืดส่วนเกิน อันเป็นผลจากภาวะตับอักเสบเรื้องรังจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุราเรื้อรัง ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง หรือไขมันคั่งในตับ เป็นต้น เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน ตับจะทำการซ่อมแซมตัวเอง โดยกระบวนการซ่อมแซมจะสร้างเนื้อเยื่อพังผืดสะสมจนเกิดเป็นโรคตับแข็ง ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้ปกติ โรคตับแข็งระยะท้าย ๆ เป็นภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับอีกด้วย

อาการของโรคตับเเข็ง
ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งมักจะไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าตับจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยอาจมีอาการดังต่อไปนี้- รู้สึกอ่อนเพลีย
- เลือดออกง่าย หรือเป็นจ้ำเลือดได้ง่าย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้ หรืออาเจียน
- ขา เท้า หรือข้อเท้าบวม
- น้ำหนักลด โดยไม่มีสาเหตุ
- อาการคันที่ผิวหนัง
- ภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
- มีน้ำสะสมในช่องท้อง ทำให้ท้องโตขึ้น (ภาวะท้องมาน)
- เกิดเส้นเลือดฝอยลักษณะคล้ายใยแมงมุมที่บริเวณหน้าอก หรือแผ่นหลัง
- ฝ่ามือแดงเข้มขี้น
- สำหรับผู้หญิง จะเกิดการหมดประจำเดือนหรือประจำเดือนขาดที่ไม่เกี่ยวกับวัยหมดประจำเดือน
- สำหรับผู้ชาย จะพบความผิดปกติทางเพศ ลูกอัณฑะฝ่อ หรือเต้านมโต
- รู้สึกสับสน ซึมลง หรือพูดไม่ชัด
โรคตับเเข็งห้ามกินอะไร?
- อาหารที่มีไขมันสูงเนื่องจากผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีปัญหาในการย่อยและดูดซึมไขมัน จึงไม่ควรรับประทานอาหารไขมันสูงมากจนเกินไป ควรปรุงอาหารด้วยน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันถั่วเหลืองแทนน้ำมันหมู
- อาหารรสจัด
อาหารรสจัดโดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็ม มีปริมาณโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารหมัก ดอง อาหารฟาสต์ฟู้ด เพราะผู้ป่วยโรคตับแข็งอาจมีน้ำในช่องท้อง จึงควรรับประทานอาหารรสจืด และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดดังกล่าว
- ถั่วลิสง พริกป่นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารอะฟาท็อกซินปนเปื้อนสูง เช่น ถั่วลิสงตากแห้ง พริกป่น ปลาเค็ม เป็นต้น เนื่องจากผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้มากกว่าคนทั่วไป จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารก่อมะเร็ง
- อาหารทะเลสุก ๆ ดิบๆอาหารทะเลไม่สุกอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงจนเสียชีวิตได้
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผู้ป่วยโรคตับแข็งควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะอาจทำให้อาการของตับแย่ลง อีกทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังมีส่วนเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการแตกของเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร อันเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของการเสียชีวิต
เเนะนำ 5 อาหารเสริมบำรุงสำหรับผู้ป่วยโรคตับเเข็ง
Blackmores - 9+ Care Goldอาหารเสริมชนิดนี้มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปลา วิตามินอี, วิตามินบี 1, 2, 6, และบี 12, วิตามินซี, แคลเซียม, แมกนีเซียมและกรดโฟลิก เหมาะทั้งกับการกินเพื่อช่วยบำรุงตับและช่วยบำรุงร่างกาย สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไขมันพอกตับและช่วยเพิ่มไขมันดีให้กับร่างกาย
Vistra - Soy Lecithin 1200mg Plus Vitamin Eอาหารเสริมบำรุงตับจากวิสทร้า มีส่วนประกอบสำคัญคือเลซิตินจากถั่วเหลืองนำเข้าจากประเทศเยอรมันและวิตามินอี ซึ่งเลซิตินที่ให้มานั้นก็สูงถึง 1,200 มิลลิกรัมซึ่งถือว่าเพียงพอต่อร่างกาย สามารถช่วยเสริมเกราะป้องกันบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ตับ ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมตับจากอาการผิดปกติต่าง ๆ รวมถึงยังสามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายตับได้อีกด้วย
Clover Plus - Cordy USมีส่วนผสมเป็นสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติหลากหลายชนิด เช่น ผงถังเช่า, สารสกัดจากเห็ดหลินจือ, วิตามินซี, วิตามินบี 1, วิตามินบี 6 และโคเอ็นไซม์ คิวเท็น มาเสริมก็ได้ด้วยเช่นกัน โดยถังเช่าและเห็ดหลินจือ สามารถช่วยฟื้นฟูตับให้กลับมาแข็งแรง รวมถึงยังช่วยลดระดับน้ำตาล ลดไขมันในเลือด และสามารถช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้
Now Foods - Sunflower Lecithinอาหารเสริมบำรุงตับจากนาวฟู้ดส์ เลืกใช้ส่วนผสมหลักเป็นเลซิตินสกัดจากดอกทานตะวันที่ไม่ผ่านกระบวนการ GMO ซึ่งเลซิตินมีคุณสมบัติในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเยื่อหุ้มเซลล์ตับ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไขมันพอกตับซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตับแข็ง
Mega We Care - D-Toxi
อาหารเสริมบำรุงตับจากเมก้าวีแคร์ มีส่วนผสมหลักหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น เลซิติน, น้ำมันอีฟนิง พริมโรส, โคลีน, สารสกัดจากรากแดนดีเลี่ยนและซิลีเนียม ซึ่งส่วนผสมหลักอย่างเลซิตินก็สามารถที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับ ในขณะที่ส่วนผสมอื่น ๆ นั้นสามารถช่วยกำจัดสารพิษที่สะสมในร่างกายรวมถึงที่ตับ และยังช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น

อาหารเสริมเพื่อคุณภาพสำหรับผู้ป่วยตับแข็ง
เป็นอย่างไรกันบ้างกับอาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคตับเเข็งที่ทางเราเลือกมาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยที่ไม่ก่อให้เกิดการสะสมในร่างกายเเถมยังบำรุงร่างกาย เเต่อย่าลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือโภชนาการสารอาหารที่ได้รับในเเต่ละวันควรเหมาะสมกับโรค เเละควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นอันตรายต่อตับหรือมีผลทำให้ร่างกายของผู้ป่วยนั้นทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น