6 อาหารกรดยูริคสูงกินได้ แต่ต้องกินอย่างพอดี แนะนำมีอาหารแบบใดบ้าง กินแล้วโรคไม่กำเริบ
ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะการควบคุมกรดยูริคภายในเลือด ห่ามีการตรวจแล้วพบว่าปริมาณของกรดยูริกในเลือดสูงมากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคกำเริบต่างๆได้เช่น โรคไต,โรคเก๊าท์และการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น การรับประทานอาหารจึงมีผลต่อการสะสมของกรดยูริกที่อยู่ภายในร่างกายของเรา การเลือกรับประทาน 6 อาหารกรดยูริคสูงกินได้ แต่ต้องกินอย่างพอดีมีอาหารจำพวกไหนบ้าง เรามาหาคำตอบกัน

สภาวะกรดยูริกในเลือดสูง บ่งบอกถึงอะไร
สภาวะกรดยูริคในเลือดสูงเป็นความผิดปกติของร่างกายที่พบบ่อย เกิดจากขีดจำกัดของร่างกายที่สามารถควบคุมและกำจัดกรดยูริกละลายให้หมดไปได้ หากตรวจร่างกายแล้วพบว่ามีกรดยูริก เท่ากับ 6.8 มก./ดล.อุณหภูมิของร่างกายปกติ ที่ 37 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นสภาวะกรดยูริคในเลือดสูง แต่ถ้าตรวจพบปริมาณของกรดยูริกมากกว่า 7 มก./ดล.ขึ้นไปแสดงว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคชนิดต่างๆได้ เช่น โรคเกาต์ หรือโรคไขข้ออักเสบจากผลึกเกลือยูเรต นั่นเอง นอกจากนี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตได้อีกด้วย
ในปัจจุบันสุขภาพของคนเรา เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ด้วยสภาวะกรดยูริคในเลือดสูงทำให้มีโรคต่างๆตามมา โดยเฉพาะโรคเกาต์เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการสะสมผลผลิตเกลือโมโนโซเดียมยูเรต สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยโรคนี้มากเลยทีเดียว แต่สำหรับใครยังไม่มีอาการหรือไม่อยากเป็นสามารถรับประทานอาหารหรือลดกลุ่มอาหารที่เราแนะนำนี้คือ 6 อาหารกรดยูริคสูงกินได้ แต่ต้องกินอย่างพอดี เพื่อลดปริมาณและการสะสมสารพิวรีนในอาหารและร่างกายให้น้อยลง เพราะหากเรารับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนมากกว่าร้อยละ 10 ต่อวัน จะทำให้ร่างกายเปลี่ยนสารเคมีเป็นกรดยูริกซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดโรคเกาต์และโรคไขข้ออักเสบได้ในอนาคตอย่างรวดเร็ว
การรับประทานอาหาร จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการควบคุมปริมาณของกรดยูริกได้ หรือสามารถรับประทานอาหารในกลุ่มที่มีกรดยูริกสูง แต่ต้องทานอย่างพอดี มีอาหารประเภทอะไรบ้างดังนี้
6 อาหารกรดยูริคสูงกินได้ แต่ต้องกินอย่างพอดี มีประเภทอะไรบ้าง
1. กลุ่มของเนื้อสัตว์ทุกชนิด
การรับประทานเนื้อสัตว์ จะมีปริมาณของกรดยูริกจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีสารพิวรีนเกิดจากการแตกตัวออกมาจากกรดยูริกภายในร่างกาย จำเป็นต้องมีการควบคุมการรับประทานอาหารกลุ่มของเนื้อสัตว์ในแต่ละวันโดยจำกัดปริมาณของสารพิวรีนในร่างกายไม่เกินวันละ 110 - 170 กรัมต่อวัน
2. กลุ่มน้ำหวานและน้ำอัดลม
การดื่มน้ำหวานทุกชนิดรวมถึงน้ำอัดลม หรือแม้กระทั่งโซดาที่ผสมน้ำตาล ให้ความสดชื่นดับกระหายให้กับเรา เมื่อดื่มแล้วร่างกายรู้สึกดีกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา แต่รู้หรือไม่ ในน้ำหวาน น้ำอัดลมและน้ำผลไม้ มีน้ำตาลฟรุกโตสผสมอยู่ ส่งผลต่อร่างกายโดยตรง เพราะฤทธิ์จากน้ำตาลฟรุกโตสไปกระตุ้นระดับกรดยูริค ในร่างกายของเราเพิ่มสูงขึ้นได้
3. กลุ่มของขนมขบเคี้ยวหรือขนมทอดกรอบ
ขนมทอดกรอบและขนมขบเคี้ยว เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวสูงมาก หากได้รับไขมันอิ่มตัวปริมาณมากจะเกิดการสะสมในร่างกาย และทำให้ร่างกายของเราเกิดการแปรปรวนในระบบการกำจัดของเสีย และการกำจัดไขมันได้ มีผลโดยตรงต่อระบบขับถ่าย และการละลายกรดยูริกมีปัญหาแน่นอน
4. กลุ่มของผักใบเขียว โดยเฉพาะผักชะอม
สำหรับบางคนที่ชื่นชอบรับประทานผักใบเขียวหรือผักชะอมเป็นพิเศษ ควรลดปริมาณในการรับประทานผักชะอมให้น้อยลง เพราะร่างกายของเราโดยปกติสามารถรับมือต่อปริมาณของกรดยูริกในร่างกายไม่เกิน 6-8 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยประมาณ การรับประทานผักชะอมเป็นประจำ จะทำให้กรดยูริคในเลือดเกิดการสะสมและมีปริมาณมาก อาจทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้
5. กลุ่มของเครื่องในสัตว์
อาหารประเภทเครื่องในสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะเครื่องในสัตว์ในส่วนของ ไต,ตับ,ไส้อ่อน,และสมอง ฯลฯ ของสัตว์ทุกชนิด ที่เรามักชื่นชอบรับประทาน จะมีสารพิวรีนเกิดการสะสมภายในเครื่องในสัตว์ปริมาณมาก ซึ่งสารพิวรีนแน่นอนว่าเกิดจากกรดยูริค โดยตรง หากมีการรับประทานเครื่องในสัตว์เป็นจำนวนมากยิ่งช่วยกระตุ้นปริมาณของกรดยูริกมากขึ้นนั่นเอง
6. กลุ่มของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเฉพาะเบียร์ มีส่วนผสมของยีสต์ เกิดจากการหมัก ทำให้เบียร์มีส่วนผสมของพิวรีนปริมาณสูงมาก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากต่อครั้ง จะทำให้เรานำพิวรีนเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้เกิดการกระตุ้นต่อกรดยูริกในกระแสเลือดได้เร็ว และเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลต่อการเกิดโรคต่างๆ ตามมา คนรถปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้น้อยลง

การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารสามารถช่วยเราได้โดยเฉพาะ การควบคุมอาหารที่เราแนะนำ 6 อาหารกรดยูริคสูงกินได้ แต่ต้องกินอย่างพอดี เพื่อสุขภาพที่ดี และควบคุมปริมาณกรดยูริคในเลือดไม่เกินค่าความต้องการของร่างกายต่อวันคือ 6.8 มก./ดล. การเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินไม่ว่าจะเป็นอาหาร,การออกกำลังกาย,ลดผลไม้ที่มีรสชาติหวาน,งดการดื่มสุราโดยเฉพาะเบียร์และไวน์, ดื่มน้ำให้สะอาดเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เป็นต้น เราก็สามารถควบคุมปริมาณกรดยูริกภายในเลือดลดการกำเริบของโรคต่างๆได้ในอนาคต