กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดจากอะไร วิธีแก้ปัญหาทั้งผู้ชายและผู้หญิง
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ยิ่งอายุเยอะยิ่งมีโอกาสเป็นง่าย
ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายหลายส่วนก็จะเสื่อมลงตามกาลเวลา กระเพาะปัสสาวะก็เช่นกัน จะสังเกตเห็นได้ว่าผู้สูงอายุปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อ้างอิงข้อมูลจาก NLM (National Library of Medicine) มากกว่า 40% ของผู้หญิงอายุ 70 ปีขึ้นไปทั่วโลกมีปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งปัญหานี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ภาวะนี้มีกี่ประเภท สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหานี้มีอะไรบ้าง จะมีวิธีการป้องกันและวิธีแก้ปัญหาอย่างไรทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง

ประเภทของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ภาวะนี้สามารถเกิดได้หลายรูปแบบและมีที่มาไม่เหมือนกัน ผู้ที่มีอาการนี้ สามารถตั้งข้อสันนิษฐานได้ในแต่ละประเภท ดังนี้
1 . Stress incontinence หรืออาการปัสสาวะเล็ดออกมาเมื่อมีแรงกดดันต่อกระเพาะปัสสาวะ
แรงดันที่ว่านี้ เกิดจาก
- การไอหรือจาม
- การหัวเราะ
- การยกของหนัก
- การออกกำลังกาย
เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีอาการปัสสาวะเล็ด ซึ่งอาการประเภทนี้มักมีจำนวนปัสสาวะเล็ดออกมาไม่มาก แต่บางครั้งก็อาจมีปัสสาวะเล็ดออกมาจำนวนมากเมื่อปวดปัสสาวะร่วมด้วย
2 . Urge incontinence หรืออาการปัสสาวะฉับพลัน
เกิดขึ้นเมื่อรู้สึกว่าปวดปัสสาวะฉับพลันและรู้สึกปวดมากกว่าอาการปวดปัสสาวะแรก ๆ ที่ไม่รุนแรง ซึ่งอาการประเภทนี้มักทำให้เราปัสสาวะราดเพราะอาการระหว่างตอนปวดค่อนข้างรุนแรงจนอั้นไม่ไหว ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ (Overactive Bladder Syndrome : OAB) ซึ่งภาวะนี้ก็อาจทำให้เราต้องปัสสาวะบ่อยกว่าปกติและยิ่งบ่อยมากขึ้นตอนกลางคืน
3 . Mixed incontinence หรืออาการปัสสาวะเล็ดจากการไอ จามและมีอาการปัสสาวะฉับพลันพร้อมกัน
เกิดขึ้นเมื่อมีอาการประเภท Stress incontinence กับ Urge incontinence พร้อมกัน อย่างการไอหรือจามในขณะที่เกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ การไอและจามจะทำให้ปัสสาวะราดง่ายขึ้น
4 . Overflow incontinence หรืออาการกระเพาะปัสสาวะล้น
เรียกได้อีกอย่างว่าเป็นอาการภาวะที่ไม่สามารถปัสสาวะได้ตามปกติ แม้จะรู้สึกปวดปัสสาวะมากก็ตาม และเป็นภาวะที่ไม่สามารถขับปัสสาวะออกได้จนหมด ทำให้กระเพาะปัสสาวะบวมเกินกว่าปกติ ซึ่งอาการประเภทนี้อาจมีปัสสาวะเป็นหยดเล็ก ๆ บ่อยและอาจรู้สึกเหมือนกับว่ากระเพาะปัสสาวะไม่เคยว่างจากปัสสาวะข้างใน
5 . Functional incontinence หรืออาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ
อาการประเภทนี้อาจไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะโดยตรง ซึ่งอาจเกิดจากภาวะความผิดปกติของร่างกายในส่วนต่าง ๆ ภาวะทางจิต และภาวะทางสมองที่ทำให้ไม่สามารถเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะได้ทัน เช่น โรคไขข้ออักเสบอย่างโรครูมาตอยด์หรือโรคเก๊าท์ ภาวะทางสมองอย่างโรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
สาเหตุของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในแต่ละประเภท
เมื่อเราตั้งข้อสันนิษฐานตามอาการของแต่ละประเภทที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น ก็ต้องรู้สาเหตุหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ดังนี้
Stress incontinence
สาเหตุหลักของการเกิดภาวะปัสสาวะเล็ดเมื่อมีแรงกดดันในกระเพาะปัสสาวะ เกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอหรือเสียหาย หรือการที่หูรูดบริเวณท่อปัสสาวะหดตัวได้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ซึ่งอาจมีปัจจัยการเกิดดังนี้
- จากการท้องและการคลอดบุตร โดยเฉพาะการคลอดแบบธรรมชาติผ่านช่องคลอด ซึ่งอาจทำให้กระดูกเชินกรางอ่อนแอลงหลังจากการคลอดบุตร สามารทำให้เกิดความเสียหายต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปัสสาวะได้
- วัยหมดประจำเดือน จากการลดตัวลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนระหว่างวัยหมดประจำเดือน ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้ด้วยเช่นกัน
- อายุที่มากขึ้น อาจทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับระบบปัสสาวะอ่อนแอลง
- โรคอ้วน ทำให้กระดูกเชิงกรานมีแรงกดทับสูง รวมถึงกระเพาะปัสสาวะด้วยเช่นกัน
- การผ่าตัดเกี่ยวกับกระดูกเชิงกราน เช่น การผ่าตัดต่อมลูกหมาก การผ่าตัดมดลูกออก
- อาการทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน หรืออาการบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง
- การใช้ยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงต่อระบบปัสสาวะ
Urge incontinence
สาเหตุหลักของการเกิดภาวะปัสสาวะเล็ดหรือราดฉับพลัน คือร่างกายประสบกับภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ (OAB) และ
- กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
- ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นเหมือนยาขับปัสสาวะ สังเกตได้ว่าเมื่อดื่มเครื่องดื่มทั้งสองอย่างนี้จะทำให้เราปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
- ดื่มน้ำน้อย อาจทำให้ปัสสาวะเหลืองจัดหรือปัสสาวะเข้มข้นสะสมอยู่ข้างในกระเพาะปัสสาวะ อาจทำให้ระคายเคืองและอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะทำงานหนักมากเกินไป
- การใช้ยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงต่อระบบปัสสาวะ
- กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะอ่อนแอ
- อาการทางระบบประสาท
Overflow incontinence
สาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการกระเพาะปัสสาวะล้น มาจากอุดตันของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการขัดขวางการไหลของระบบปัสสาวะ เช่น โรคต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ท่อปัสสาวะตีบ อุ้งเชิงกรานหย่อนหรือกระบังลมหย่อนในผู้หญิง หรืออาการท้องผูกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอย่าง
- นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
- เกิดจากโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน การบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง
- จากการผ่าตัดบริเวณกระดูกเชิงกราน
- การใข้ยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงต่อระบบปัสสาวะ
- กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะอ่อนแอ
อาการของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ในแต่ละประเภทอาจมีความแตกต่างกันและมีความคล้ายคลึงกันอยู่พอสมควร ทางที่ดีที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกทางที่สุด

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ วิธีแก้ได้ด้วยตัวเอง ทำได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
ภาวะปัสสาวะเล็ดหรือราดนี้ เมื่อเกิดขึ้นกับตัวเราก็อาจทำให้เกิดความละอายใจ เป็นเรื่องน่าอายอย่างหนึ่ง แต่จากที่ได้ยกประเภทและสาเหตุที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น ล้วนเกิดจากความผิดปกติของร่างกายทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าอายและควรจะดูแลให้ดีเป็นพิเศษ ซึ่งมีวิธีการดูแลดังนี้
- ออกกำลังกาย บริหารอุ้งเชิงกรานทุกวัน ทำได้โดยการขมิบบริเวณกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและทวารเป็นประจำทุกวัน พยายามอย่ากลั้นหายใจ อย่าเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณน่อง ก้นและท้อง นอกจากนี้ก็ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน
- เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ไหว
- เลี่ยงการยกของหนัก รวมถึงการยกน้ำหนักด้วย เพราะจะทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานตึง หากต้องยก ให้เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานก่อนยกและระหว่างยก
- ลดน้ำหนัก เพราะภาวะน้ำหนักมากเกินไปจะส่งผลต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยตรง
- แก้ปัญหาอาการท้องผูก ด้วยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ลดหรือเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
- ดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ 6-8 แก้วต่อวัน
- ทานอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงอาหารรสจัด
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ไหว สามารถดูแลให้ดีขึ้นได้
กล่าวโดยสรุป ภาวะปัสสาวะเล็ดหรือราดนั้นมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีอาการและสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป และภาวะนี้ สามารถดูแลให้ดีขึ้นได้ผ่านการดูแลจากแพทย์ผู้ช่วยชาญ บวกกับการดูแลด้วยตัวเองตามวิธีการที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น เพื่อสุขภาพทางเดินปัสสาวะที่ดีขึ้น โดยเฉพาะวัยสูงอายุที่ต้องดูแลให้ดีเป็นพิเศษ