8 ผลไม้ลดกรดยูริก มีส่วนช่วยลดเสี่ยงโรคเกาต์ ลดอาการกำเริบ
ผลไม้ลดกรดยูริกที่แนะนำ จะมีตั้งแต่ เชอร์รี่, ฝรั่ง, ผลไม้รสเปรี้ยว, แอปเปิล, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี, มะละกอและแตงโม ซึ่งผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์เหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะการลดความเสี่ยงอาการกำเริบ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารคือหัวใจสำคัญ นอกจากการเลี่ยงอาหารต้องห้ามโรคเกาต์แล้ว การทานอาหารอย่างผลไม้ที่เป็นมิตรกับผู้ป่วยโรคเกาต์ก็จะเป็นการดูแลโรคเกาต์ที่ดีวิธีหนึ่งเช่นกัน เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อาการกำเริบแล้ว ยังมีประโยชน์กับร่างกายอีกด้วย
ในบทความนี้ เราจะพาไปรู้จักผลไม้ลดกรดยูริกหรือผลไม้สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ ทำไมผลไม้บางชนิดถึงช่วยลดกรดยูริกได้ ผลไม้สดกับน้ำผลไม้แบบไหนดีกว่ากัน พร้อมแนะนำตารางกินผลไม้สำหรับคนคุมกรดยูริกใน 1 วัน

8 ผลไม้ลดกรดยูริก ผลไม้ที่ช่วยลดกรดยูริกที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์
สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์หรือผู้ที่มีความเสี่ยงภาวะกรดยูริกในเลือดสูง การเลือกผลไม้ที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่ชอบทานผลไม้เป็นประจำ เพราะนอกจากอร่อยแล้ว ผลไม้บางอย่างก็ช่วยลดความเสี่ยงอาการกำเริบ รวมถึงช่วยควบคุมระดับกรดยูริกในร่างกายได้ ผลไม้หลายชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยกระตุ้นการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ
ผลไม้ลดกรดยูริกและดีกับผู้ป่วยโรคเกาต์ จะมีด้วยกันดังนี้
1. เชอร์รี
มีสารพฤกษเคมีกลุ่ม แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) เข้มข้น ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Xanthine Oxidase ที่ทำหน้าที่สร้างกรดยูริกในร่างกาย และยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบคล้ายยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs โดยช่วยลดอาการบวมแดงที่ข้อต่อได้โดยตรง ควรรับประทานเชอร์รีสดประมาณ 10-15 ผลต่อวัน หรือดื่มน้ำเชอร์รีสกัดแท้ 100% แบบไม่เติมน้ำตาล เพื่อช่วยลดความถี่ในการกำเริบของโรคเกาต์ได้ถึง 35-50%
2. ฝรั่ง
เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วย วิตามินซี (Vitamin C) ในปริมาณมหาศาล (สูงกว่าส้มถึง 4-5 เท่า) ซึ่งวิตามินซีมีคุณสมบัติเป็น Uricosuric ช่วยกระตุ้นให้ไตขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้ดียิ่งขึ้น และมีกากใยสูงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูงจนไปรบกวนการขับยูริก รับประทานฝรั่งสดประมาณ ½ - 1 ผลต่อวัน ควรเคี้ยวทานทั้งเปลือกเพราะเป็นส่วนที่มีวิตามินซีหนาแน่นที่สุด และไม่ควรทานคู่กับพริกเกลือเพื่อจำกัดปริมาณโซเดียมและน้ำตาลส่วนเกิน
3. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี
เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี และราสเบอร์รี มี สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) และวิตามินซีสูง ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อจากการถูกทำลายโดยผลึกกรดยูริก และมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) จึงไม่กระตุ้นการหลั่งอินซูลินที่เป็นอุปสรรคต่อการขับกรดยูริกของไต รับประทานสดประมาณ 1 กำมือ (ครึ่งถ้วยตวง) เป็นมื้อว่างหรือทานคู่กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หลีกเลี่ยงรูปแบบแยมหรือผลไม้กวนที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง
4. ส้มและผลไม้ตระกูลซิตรัส
เช่น ส้ม ส้มโอ เลมอน และมะนาว มี กรดซิตริก (Citric Acid) ที่ช่วยปรับค่า pH ของปัสสาวะให้มีความเป็นด่างมากขึ้น ซึ่งในสภาวะที่เป็นด่าง กรดยูริกจะแตกตัวและละลายน้ำได้ดีกว่าปกติ ทำให้ร่างกายขับทิ้งได้ง่ายและลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไต ดื่มน้ำมะนาวหรือเลมอนสดครึ่งลูกผสมน้ำเปล่า 1 แก้วในตอนเช้า หรือทานส้มสดทั้งผลเพื่อให้ได้กากใย (ไม่แนะนำน้ำส้มคั้นแยกกากเพราะจะได้รับน้ำตาลฟรุกโตสเข้มข้นเกินไป)
5. แอปเปิล
มี กรดมาลิก (Malic Acid) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวช่วยสะเทิน (Neutralize) กรดยูริกในกระแสเลือด ช่วยลดความเป็นกรดในร่างกายและป้องกันไม่ให้กรดยูริกตกผลึกแข็งตามข้อต่อ นอกจากนี้ยังมีเส้นใยเพกตินช่วยดูดซับสารพิษและของเสียจากระบบทางเดินอาหาร ควรเลือกทานแอปเปิลเขียววันละ 1 ผล เพราะมีน้ำตาลน้อยกว่าแอปเปิลแดง และควรรับประทานสดแบบเคี้ยวทั้งเปลือกเพื่อให้ได้รับกากใยและสารอาหารสูงสุด
6. กล้วย
เป็นแหล่งของโพแทสเซียม (Potassium) ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยให้ผลึกกรดยูริกละลายน้ำได้ดีขึ้น และช่วยควบคุมสมดุลของเหลวในร่างกายให้ไตขับของเสียได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้กล้วยยังมีพิวรีนต่ำมาก จึงปลอดภัยต่อผู้ป่วยโรคเกาต์ รับประทานกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยหอมวันละ 1-2 ผล โดยเลือกผลที่กำลังพอดี ไม่สุกงอมจัดจนเกินไป เพื่อป้องกันการได้รับน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณมาก
7. แตงโม
มีส่วนประกอบของน้ำสูงถึง 92% ทำหน้าที่เป็น ยาขับปัสสาวะธรรมชาติ (Natural Diuretic) ช่วยเพิ่มปริมาณปัสสาวะเพื่อชะล้างกรดยูริกส่วนเกินออกจากร่างกาย และมีสารไลโคปีนช่วยลดการอักเสบของระบบหลอดเลือดและเนื้อเยื่อ รับประทานสดประมาณ 6-8 ชิ้นคำต่อมื้อ ไม่แนะนำให้ทานในรูปแบบน้ำปั่นเติมน้ำเชื่อม และควรหลีกเลี่ยงการทานในปริมาณมากก่อนนอนเพื่อป้องกันการตื่นมาปัสสาวะกลางดึก
8. มะละกอสุก
มีเอนไซม์ ปาเปน (Papain) และ ไคโมปาเปน (Chymopapain) ที่มีคุณสมบัติในการช่วยต้านการอักเสบและช่วยย่อยโปรตีนให้สมบูรณ์ ลดการสะสมของกากอาหารและของเสียที่เป็นต้นเหตุของการเกิดกรดยูริกสูง ทานมะละกอสุกปริมาณ 5-8 ชิ้นคำหลังมื้ออาหาร เพื่อช่วยเสริมระบบย่อยอาหารและรับวิตามินเอและซีไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูข้อต่อที่เคยอักเสบ

ทำไมผลไม้บางชนิดถึงช่วยลดกรดยูริกได้?
ผลไม้หลายชนิดมีกลไกที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับสารประกอบต่างๆ ของผลไม้แต่ละชนิด เช่น สารต้านอนุมูลอิสระอย่างแอนโทไซยานิน วิตามินซี โพแทสเซียม ปริมาณน้ำในผลไม้ รวมถึงกรดมาลิก โดยการทำงานร่วมกันของสารประกอบเหล่านี้ ทำให้ผลไม้เป็นส่วนสำคัญในการจัดการและป้องกันภาวะกรดยูริกสูง รวมถึงโรคเกาต์
ผลไม้สด VS น้ำผลไม้ แบบไหนมีผลกับการลดกรดยูริกมากกว่ากัน?
ผลไม้สด จะดีกว่าน้ำผลไม้ เพราะผลไม้ลดจะให้ใยอาหารที่มากกว่า ปริมาณน้ำตาลน้อยกว่า รวมถึงผลไม้ลดจะให้สารอาหารที่ควบถ้วนมากกว่า เพราะเมื่อเราเอาผลไม้สดไปปั่นเป็นน้ำผลไม้ จะทำให้สูญเสียสารอาหารบางอย่างไป
ผลไม้ที่มีแอนโทไซยานิน ช่วยลดกรดยูริกได้อย่างไร?
แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) เป็นสารประกอบฟลาโวนอยด์ที่ให้สีแดง ม่วง และน้ำเงินในผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชอร์รี่และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สารแอนโทไซยานินมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่ทรงพลัง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดกรดยูริกและบรรเทาอาการของโรคเกาต์
วิตามินซีในผลไม้ ช่วยลดกรดยูริกอย่างไร?
วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง พบมากในผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดระดับกรดยูริกในร่างกายผ่านกลไกหลายอย่าง
ตารางกินผลไม้สำหรับคนคุมกรดยูริกใน 1 วัน
ผลไม้ที่คนเป็นโรคเกาต์ห้ามกิน มีอะไรบ้าง?
แม้ว่าผลไม้หลายอย่างจะมีความปลอดภัยกับผู้ป่วยโรคเกาต์ แต่ก็มีผลไม้บางชนิดที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูงมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยการกระตุ้นตับให้ผลิตกรดยูริกมากขึ้น ผลไม้เหล่านั้น เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย มะม่วงสุก กล้วยสุกงอม และผลไม้แปรรูปทุกชนิด
อาหารอย่าง “นัตโตะ” ช่วยลดกรดยูริกได้ไหม?
นัตโตะ เป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเกาต์ เพราะเป็นอาหารที่หมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ Bacillus subtilis var, natto ที่ทำให้เกิดเอนไซม์นัตโตะไคเนส (Nattokinase) ที่โดดเด่นในการละลายลิ่มเลือด เมื่อเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ก็ทำให้ไตสามารถกรองและขับของเสียได้ดี รวมถึงการขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงอาการกำเริบได้เป็นอย่างดีเช่นกัน