เลือดหนืด

เลือด อยู่ในร่างกายของเราเป็นจำนวนกว่า 7-8% ของน้ำหนักตัว ความสำคัญของเลือดคือการนำออกซิเจนและสารอาหารต่าง ๆ ไปส่งตามเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย เม็ดเลือดแดงคือไรเดอร์ส่งของเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม หากมีเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มากเกินไป ก็อาจทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูงจนทำให้เลือดไหลเวียนลำบาก ภาวะนี้เราเรียกว่าภาวะ “เลือดข้น หรือ เลือดหนืด” แล้วภาวะนี้ อาการเป็นอย่างไร มีสาเหตุจากอะไรบ้าง มีตัวเลือกในการรักษาอย่างไร แล้ววิธีแก้ มีอะไรบ้าง? บทความนี้มีคำตอบ

เลือดหนืดคือ

เลือดหนืด คืออะไร?

เลือดหนืดหรือเลือดข้น (Polycythemia) คือภาวะความเข้มข้นของเซลล์เม็ดเลือดแดงในเลือดเพิ่มมากขึ้นผิดปกติจนทำให้เลือดมีความเข้มข้นสูง เมื่อเลือดข้นจะทำให้การไหลเวียนของเลือดช้าลง ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ภาวะเลือดข้น มีด้วยกัน 2 ประเภท ดังนี้

Primary Polycythemia

หรือการที่มีความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดงเอง เช่น Polycythemia Vera (PV) ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงมากเกินไป นอกจากนี้ยังเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดได้ มักเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน JAK2

Secondary Polycythemia

เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยภายนอก ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นอาจเกิดจากภาวะขาดออกซิเจน (Hypoxia) เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง การสูบบุหรี่จัด การใช้ชีวิตอยู่ในที่สูง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น

ภาวะเลือดหนืด มีสาเหตุจากอะไร?

สาเหตุของภาวะเลือดขึ้นเลือดหนืด แบ่งตามประเภทได้ดังนี้

สาเหตุของ Polycythemia Vera (PV)

เกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ของยีน JAK2 (Janus Kinase 2) ทำให้ไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงในปริมาณที่มากจนเกินไปเกินไปจนทำให้เลือดหนืด

สาเหตุของ Secondary Polycythemia

เกิดจากภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง (Chronic Hypoxia) ที่ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดน้อยลง ทำให้กระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงมากขึ้น ซึ่งสาเหตุที่เกี่ยวข้องจะมีดังนี้

-          โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

-          โรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)

-          ภาวะหัวใจล้มเหลว

-          อยู่ในที่สูง

-          สูบบุหรี่

ภาวะเลือดหนืด อาการเป็นอย่างไร?

ภาวะเลือดข้น มีอาการหลากหลายที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนี้

-          ปวดหัว เวียนหัว

-          มีอาการคัน โดยเฉพาะหลังจากแช่น้ำร้อนหรืออาบน้ำ

-          หน้าแดง

-          เหนื่อยล้า

-          มองไม่ชัด

-          มีอาการชาที่มือและเท้า

-          ความดันโลหิตสูง

-          ม้ามขยายใหญ่

เลือดหนืดรักษา

เลือดหนืด รักษาอย่างไรได้บ้าง?

การเจาะเลือดเพื่อการรักษา

เมื่อเข้ารับการตรวจ แพทย์อาจพิจารณาลดจำนวนเม็ดเลือดที่มากเกินไปผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการเจาะเลือดเพื่อรักษา (Phlebotomy) หรือการถ่ายเลือด เพื่อลดปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดงและลดปริมาณเลือดลง ลดปริมาณความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) ให้อยู่ในระดับปกติ

การรักษาโดยการใช้ยา

หากการถ่ายเลือดยังเห็นผลได้น้อย แพทย์อาจรักษาโดยการใช้ยา เช่น ไฮดรอกซียูเรีย (Hydroxyurea) ซึ่งเป็นยาชนิดหนึ่งที่ช่วยยับยั้งไขกระดูกเพื่อป้องกันไม่ให้ผลิตเซลล์เม็ดเลือดมากเกินไป อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยการใช้ยาจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของเซลล์เม็ดเลือดแดง บางกรณีอาจใช้แอสไพรินขนาดต่ำ (Low-dose aspirin) เพื่อป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน ลดโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายและหลอดเลือดสมองแตกได้

รักษาที่สาเหตุ

หากเป็นภาวะเลือดข้นแบบปัจจัยอื่นที่ไม่ได้มาจากไขกระดูกโดยตรง การรักษาภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ก็จะเป็นวิธีการรักษาภาวะเลือดข้นอีกทีวิธีเช่นกัน

วิธีป้องกันภาวะเลือดหนืด

-          เลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่อาจทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรังได้

-          ดูแลรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงโรคหัวใจ

-          ทานอาหารที่หลากหลาย รวมถึงผลไม้ ผัก และธัญพืชต่าง ๆ

-          ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นรวมถึงสุขภาพโดยรวม

-          อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ การขาดน้ำอาจทำให้เลือดเข้มข้นกว่าเดิมได้

 

สรุป เลือดหนืด สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่ไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงมากเกินไป และปัจจัยภายนอกอย่างภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง ภาวะเลือดมีความเข้มข้นมากเกินไปนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษา หากปล่อยไว้ก็อาจเสี่ยงต่อภาวะโรคหัวใจวายได้ เพราะฉะนั้น หากมีอาการต่าง ๆ แล้วดูเหมือนวาจะเกิดขึ้นจากภาวะเลือดข้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที