รูมาตอยด์กับเก๊าท์ ต่างกันอย่างไร รู้จักความต่างโรคไขข้ออักเสบยอดฮิต
รูมาตอยด์ VS เก๊าท์
โรคไขข้ออักเสบ เป็นโรคอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัยและมีโอกาสป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบได้ง่ายขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ โดยเฉพาะช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป และโรคไขข้ออักเสบก็มีหลายประเภท ซึ่งมีที่มาของโรค สาเหตุ อาการและการรักษาที่อาจมีความคล้ายกันหรือมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะโรคไขข้ออักเสบที่สามารถพบได้บ่อยโดยเฉพาะในช่วงวัยสูงอายุอย่างโรครูมาตอยด์กับโรคเก๊าท์ ที่ผู้ป่วยหลายคนอาจไม่ทราบความแตกต่างระหว่างสองโรคนี้มากนัก ทำให้เกิดคำถามว่าโรครูมาตอยด์กับเก๊าท์ ต่างกันอย่างไร เข้าใจไว้ก่อนรู้วิธีดูแลตัวเองโรครูมาตอยด์ และโรคเก๊าท์


รูมาตอยด์กับเก๊าท์ คืออะไร?
โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid) กับโรคเก๊าท์ (Gout) เป็นโรคไขข้ออักเสบ (Arthritis) เหมือนกัน มีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน เช่น อาการบวม ปวดบริเวณข้อต่อ แต่ก็มีหลายอย่างที่ต่างกัน เช่น สาเหตุของการเกิดโรค อาการบางอย่าง รวมถึงการรักษาที่แตกต่างกัน และที่สำคัญ ทั้งสองโรคนี้ไม่ใช่โรคเดียวกัน ต้องเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคให้แน่ชัด
ความแตกต่างทางสาเหตุของโรครูมาตอยด์กับโรคเก๊าท์
โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid) คือโรคภูมิต้านทานตนเอง (Autoimmune disease) และโรคอักเสบชนิดหนึ่ง ที่เข้าไปทำลายเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อ ทำให้เกิดการอักเสบ แข็ง เจ็บปวดและมีอาการบวม มักเกิดขึ้นที่ข้อต่อบริเวณแขน ข้อมือและหัวเข่า หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาก็อาจทำให้เกิดความเสียหายแบบถาวรบริเวณข้อต่อที่เกิดอาการได้ นอกจากนี้ โรครูมาตอยด์ยังสามารถส่งผลต่ออวัยวะส่วนอื่นนอกจากข้อต่อได้ด้วย เช่น ดวงตา ผิวหนัง ปอดและหัวใจ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อโรคหัวใจด้วยเช่นกัน
โรคเก๊าท์ (Gout) คือโรคไขข้ออักเสบเช่นเดียวกับโรครูมาตอยด์ เกิดจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริก (Uric acid) เมื่อรับสารพิวรีน (Purine) เข้าร่างกายจากการรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการผลิตสารพิวรีนในร่างกาย เมื่อรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีปริมาณพิวรีนสูง ทำให้ร่างกายสร้างกรดยูริกสูงมากยิ่งขึ้นและไม่สามารถขับออกนอกร่างกายได้หมด เป็นเหตุให้กรดยูริกจับตัวเป็นก้อนหรือตกผลึกเป็นผลึกยูเรต (Urate crystal) อยู่บริเวณข้อต่อ ทำให้เกิดอาการอักเสบ บวม และปวดอย่างรุนแรง มักเริ่มจากข้อที่โคนหัวแม่เท้า แต่เกิดขึ้นได้หลายที่อย่างข้อเท้า ข้อมือ ข้อเข่า
ความแตกต่างด้านปัจจัยความเสี่ยง
เนื่องจากโรครูมาตอยด์ มีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกัน อาจทำให้การรับรู้ที่มาของโรคนี้ยังไม่แน่ชัด แต่มีปัจจัยความเสี่ยงหลายอย่างที่อาจทำให้ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ได้ เช่น
- อายุ มักจะเกิดกับผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัยเช่นกัน
- เพศ พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ช่วยประมาณ 2-3 เท่า
- พันธุกรรม หากครอบครัวมีประวัติเคยป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ ก็อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น
- น้ำหนัก คนที่เป็นโรคอ้วน มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรครูมาตอยด์สูงกว่า
-สูบบุหรี่ ควันบุหรี่ทั้งมือหนึ่งและมือสอง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคติน อาจทำให้เสี่ยงต่อโรครูมาตอยด์ได้
โรคเก๊าท์ เป็นโรคที่เกิดจากกรดยูริกสูงเกินไป สาเหตุมาจากรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูงซึ่งสามารถระบุได้ชัดเจนกว่าโรครูมาตอยด์ นอกจากนี้ ปัจจัยความเสี่ยงของโรคเก๊าท์จะมีดังนี้
-เพศ พบเห็นได้บ่อยในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
-โรคเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคไตเรื้อรัง จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าท์สูงกว่า
-การดื่ม การบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไปและดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานหรือน้ำตาลฟรุกโตสสูง จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์มากขึ้น
-อาหาร อาหารที่มีพิวรีนสูงอย่างเนื้อแดง เครื่องในหรืออาหารทะเล เป็นต้น
-น้ำหนัก คนที่เป็นโรคอ้วนก็มีความเสี่ยงเป็นเก๊าท์สูงเช่นเดียวกับโรครูมาตอยด์

ความแตกต่างทางด้านอาการ
ทั้งรูมาตอยด์และเก๊าท์ สามารถทำให้เกิดความเจ็บปวดบริเวณข้อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเหมือนกัน แต่ทั้งสองโรคนี้ จะมีอาการที่แตกต่างกัน
โรครูมาตอยด์ จะมีอาการปวดในข้อต่อเล็ก ๆ หลายจุดในครั้งเดียว รู้สึกแน่น บวมและอุ่น ๆ เมื่อจับ จากนั้นจะเปลี่ยนไปปวดที่ข้อต่อส่วนอื่นที่ใหญ่กว่า เช่นข้อศอก ไหล่ ข้อเทา ข้อเข่าและสะโพก ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์หลายคนมีอาการปวดข้อหลายที่ในเวลาเดียวกัน เช่น ปวดหัวไหล่ทั้งสองข้างพร้อมกัน
โรคเก๊าท์ มักจะมีอาการปวดบริเวณข้อต่อที่เดียว พบได้บ่อยที่นิ้วหัวแม่โป้งเท้า มักจะมีอาการปวดรุนแรง บวม แดงและอุ่น ๆบริเวณที่ปวด นอกจากนี้ก็สามารถปวดบริเวณข้อเท้า หัวเข่า ข้อศอก ข้อมือ และนิ้วมือได้ด้วย มักเกิดอาการตอนดึกหรือช่วงที่รับสารพิวรีนเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปอย่างการดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่มีพิวรีนสูง รวมถึงความเครียดด้วยเช่นกัน
สังเกตได้ว่า ทั้งโรครูมาตอยด์และโรคเก๊าท์ เป็นโรคที่สามารถสร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตค่อนสูงเลยทีเดียว นอกจากจะสร้างความเจ็บปวดแล้ว ก็เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถกำเริบได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น วิธีดูแลโรครูมาตอยด์กับโรคเก๊าท์ที่ดีและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงอาหารที่ห้ามกินสำหรับโรครูมาตอยด์และโรคเก๊าท์ ก็เป็นความรู้ที่ต้องมีเช่นกัน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกันโรคไขข้ออีกเสบนี้ได้ และลดความเสี่ยงต่ออาการกำเริบ
