อาการเกาต์

อาการเกาต์ จะมีตั้งแต่อาการปวดข้อเฉียบพลัน ปวดรุนแรง ข้อบวม แดง ร้อน กดแล้วเจ็บ มักเกิดขึ้นที่ข้อเดียว บางคนอาจมีไข้ขึ้นหรือมีอาการอ่อนเพลียได้ เกิดจากร่างกายมีการสะสมกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานานจนตกตะกอน กลายเป็นผลึกสะสมในข้อต่อรวมถึงเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้อต่อ มักจะเกิดบริเวณข้อเท้า หัวเข่า ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือ

อาการของโรคเกาต์ เป็นอาการที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเคร่งครัด ถ้าหากดูแลไม่ดี อาจทำให้เกิดอาการกำเริบรุนแรงหรือเฉียบพลันได้ หรืออาจทำให้ปวดเกาต์ เดินไม่ได้เลยเช่นกัน ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกันให้มากขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุ อาการระยะเริ่มต้น จุดที่ชอบกำเริบ ทำไมชอบปวดเกาต์ตอนเช้า กี่วันหาย แล้วอาหารอะไรบ้างที่ดีกับอาการโรคเกาต์

อาการเกาต์

อาการเกาต์ เกิดจากอะไร?

สาเหตุหลักของอาการเกาต์ คือกรดยูริก (Uric acid) ในเลือดสูงเกินไปจนร่างกายไม่สามารถขับออกได้ทัน ซึ่งกรดยูริกจะกลายสภาพเป็นผลึกแหลมคล้ายเข็มสะสมอยู่บริเวณข้อต่อ ทำให้เกิดอาการอักเสบบริเวณข้อต่ออย่างรุนแรง ซึ่งกรดยูริกจะเกิดจากการสลายพิวรีนในอาหาร การรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูงจะกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคเกาต์

อาการเกาต์ ระยะเริ่มต้น เป็นอย่างไร?

ในระยะเริ่มต้น อาการเกาต์ส่วนใหญ่จะยังไม่มีอาการอะไรเลยแม้ว่าระดับกรดยูริกในเลือดจะสูง แต่รู้ตัวอีกทีก็เข้าสู่ระยะกำเริบครั้งแรก ซึ่งจะเป็นอาการปวด บวม แดง สัมผัสแล้วเจ็บและร้อนบริเวณข้อแบบ “เฉียบพลัน” และการปวดครั้งแรกจะรู้สึกรุนแรงมาก มักจะเริ่มปวดที่โคนนิ้วหัวแม่เท้าหรือนิ้วโป้งเท้า และอาการจะมาเป็นพักๆ มาๆ หายๆ หรือที่เรียกว่าอาการ Flare บางคนอาจมีอาการหนักประมาณ 4-12 ชั่วโมงแรก บางคนอาจมีอาการหนักมากประมาณ 1-2 วันจนหายสนิท และอาการมักจะเริ่มต้นตอนกลางคืนหรือปวดระบมในตอนเช้า

อาการเกาต์ กำเริบตรงไหนได้บ้าง?

ตำแหน่งอาการเกาต์ที่เกิดได้บ่อยที่สุดจะเป็น “โคนนิ้วหัวแม่เท้า” หรือข้อนิ้วหัวแม่เท้า แต่ก็สามารถเกิดที่จุดอื่นที่เป็นข้อต่อได้เช่นกัน เช่น

·   ข้อเท้า และ ข้อเข่า

·   ข้อมือ และ ข้อนิ้วมือ

·   ข้อศอก

·   ในกรณีที่เป็นเรื้อรัง อาจเห็นเป็นก้อนสีขาวๆ ใต้ผิวหนังที่เรียกว่า "โทฟัส" (Tophus) ตามข้อหรือใบหูครับ

อาการเกาต์ตอนเช้า

ทำไมอาการเกาต์ชอบปวดตอนเช้า?

เหตุผลที่ทำให้อาการเกาต์มักจะปวดตอนเช้า จะเกิดจากอุณหภูมิ เพราะตอนกลางคืนอากาศจะเย็นกรดยูริกจะตกตะกอนได้ง่ายมากกว่าในอุณหภูมิต่ำโดยเฉพาะบริเวณปลายเท้าหรือข้อนิ้วเท้า และในระหว่างที่เรากำลังนอน ร่างกายของเราไม่ได้รับน้ำ เป็นสาเหตุที่ทำให้กรดยูริกมีความเข้มข้นสูงมากกว่าตอนที่ร่างกายได้รับน้ำ และการนอนอยู่เฉยๆ ก็มีส่วนทำให้กรดยูริกสะสมในข้อได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ปวดเกาต์ กี่วันหาย?

·   โดยทั่วไป หากไม่ได้รักษา อาการเกาต์มักจะเกิดขึ้นประมาณ 3-10 วัน อาการปวดรุนแรงมักจะอยู่ในช่วง 12-24 ชั่วโมงแรก

·   หากได้รับการรักษา ทานยาต้านการอักเสบหรือทานยาตามที่แพทย์สั่ง อาการอาจดีขึ้นภายใน 1-3 วัน

แต่ถ้าไม่ได้มีการควบคุมระดับกรดยูริกในร่างกาย หรือทานอาหารที่มีพิวรีนสูงโดยไม่คำนึง ก็จะมีโอกาสสูงที่อาการโรคเกาต์จะกระตุ้นเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และอาจทำให้เกิดอาการโรคเกาต์เรื้อรังได้

อาหารอะไรบ้างที่ดีกับอาการเกาต์? อาหารอะไรบ้างที่ควรเลี่ยง?

อาหาร เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ เพราะปริมาณพิวรีนในอาหารนั้นจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการเกาต์กำเริบอาหารที่ดีกับผู้ป่วยโรคเกาต์กับอาหารที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยง จะมีด้วยกัน ดังนี้

ประเภท

อาหารที่ควรทาน

อาหารที่ควรเลี่ยง (พิวรีนสูง)

โปรตีน

ไข่, เต้าหู้, นมไขมันต่ำ

เครื่องในสัตว์, สัตว์ปีก, อาหารทะเลบางชนิด

ผัก/ผลไม้

เชอร์รี่, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, ผักใบเขียว

ยอดผัก (กระถิน, ชะอม), เห็ดบางชนิด

เครื่องดื่ม

น้ำเปล่า (สำคัญที่สุด), กาแฟ (ช่วยขับยูริกได้บ้าง)

เบียร์, เหล้า, น้ำหวานที่มีฟรุกโตสสูง

อาการเกาต์ หากตอนนี้กำลังปวดอยู่หรือรู้สึกตัวว่าอาการกำลังจะกำเริบ การประคบเย็นและพักการใช้ข้อบริเวณที่ปวดจะเป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ดีที่สุด แต่ถ้าหากปวดรุนแรง การพบแพทย์จะเป็นทางออกในการบรรเทาอาการและการรักษาโรคเกาต์ที่ดีที่สุด