อาการนิ่วในไต เป็นอย่างไร อันตรายไหม เป็นนิ่วในไตกินอะไรดี
“กินเค็มมาก ๆ ระวังเป็นโรคไตนะ” เป็นคำเตือนที่ดีคำเตือนหนึ่ง การกินเค็มมากเกินไปนอกจากจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตแล้ว ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคไตวาย โรคเก๊าท์ และอีกหลากหลายภาวะ ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงนิ่วในไตกัน ซึ่งไม่ใช่แค่ของเค็มอย่างเดียวที่เป็นสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยง แล้วนิ่วในไต คืออะไร มีกี่ประเภท อาการนิ่วในไต เป็นอย่างไร อันตรายมากน้อยแค่ไหน แล้วถ้าหากป่วยเป็นนิ่วในไต ควรจะกินอะไรดี? ในบทความนี้มีคำตอบ

นิ่วในไตคืออะไร?
นิ่วในไต คือก้อนแข็งที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุ เกลือ ที่ก่อตัวขึ้นในไต ก้อนนิ่วอาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย หรืออาจมีก้อนขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่กับขนาด หากมีขนาดเล็กก็สามารถไหลผ่านทางเดินปัสสาวะได้โดยไม่มีอาการ หากมีก้อนนิ่วขนาดใหญ่ก็อาจติดอยู่ที่ท่อไต สามารถทำให้เกิดอาการนิ่วในไต มีอาการเจ็บปวดรุนแรง ความสามารถในการกรองของเสียออกจากร่างกายแย่ลง และอาจทำให้เลือดออกได้เช่นกัน
อาการนิ่วในไต เป็นอย่างไร?
ยิ่งนิ่วในไตมีก้อนใหญ่เท่าไหร่ อาการนิ่วในไตก็อาจออกมาเยอะและรุนแรงมากเท่านั้น ซึ่งอาการนิ่วในไตที่สามารถพบได้บ่อย จะมีดังนี้
- อาการปวดอย่างรุนแรง ซึ่งมักจะเกิดอย่างกะทันหัน และอาจเกิดเป็นระลอก มักปวดที่ด้านข้างและด้านหลังบริเวณใต้ซี่โครง
- ปวดร้าวลงไปที่ช่องท้องส่วนล่างและขาหนีบ
- ปวดแสบปวดร้อนขณะปัสสาวะ
- สีของปัสสาวะเป็นสีแดง สีชมพู หรือมีสีน้ำตาล หรือปัสสาวะเป็นเลือด
- ปวดปัสสาวะบ่อยและเจ็บ
- ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น และดูขุ่น
- คลื่นไส้อาเจียน
ประเภทของนิ่วในไต 4 ประเภท
อาการนิ่วในไตทุกประเภทมักจะมีอาการเหมือนกันแต่มีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกัน ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทของนิ่วในไตได้ 4 ประเภท ดังนี้
1. นิ่วแคลเซียม (Calcium stone) เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด จะเกิดขึ้นเมื่อแคลเซียมรวมตัวกับออกซาเลต (Oxalate) ในปัสสาวะ จับตัวกันเป็นก้อนนิ่ว อาจเกิดจากการทานอาหารที่มีออกซาเลตสูงเช่น ผักโขม ถั่ว กระเจี๊ยบ ยิ่งออกซาเลตสูงก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วแคลเซียม หรืออาจเกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญ
2. นิ่วกรดยูริก (Uric acid stone) เกิดขึ้นเมื่อปัสสาวะและเลือดมีกรดยูริกสูงเกินไปจนจับตัวเป็นก้อนนิ่ว การทานอาหารที่มีพิวรีนสูงจะทำให้กรดยูริกในเลือดและปัสสาวะสูงขึ้น เช่น เครื่องใน เนื้อ หอย กุ้ง และกรดยูริกในเลือดที่สูงก็เป็นสาเหตุหลักของโรคเก๊าท์ด้วยเช่นกัน
3. นิ่วสตรูไวท์ (Struvite stone) หรือนิ่วที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งนิ่วประเภทนี้จะจับตัวเป็นก้อนได้เร็วและมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่
4. นิ่วซิสทีน (Cystine stone) เป็นประเภทที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่าซิสทินูเรีย (Cystinuria) ที่ทำให้ไตขับถ่ายกรดอะมิโนมากเกินไป เป็นประเภทที่พบได้น้อย
นิ่วในไต สาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง?
อาการนิ่วในไตแต่ละประเภทจะเหมือนกัน แต่มีสาเหตุที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สาเหตุของการเกิดนิ่วในไตโดยรวมและปัจจัยเสี่ยงโดยรวม จะมีดังนี้
- ร่างกายขาดน้ำ การดื่มน้ำน้อยจะทำให้ปัสสาวะเข้มข้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต
- ปัจจัยด้านอาหาร เช่น การทานอาหารที่มีโซเดียม น้ำตาล และโปรตีนมากเกินไป
- ปัจจัยด้านภาวะต่าง ๆ เช่น พาราไทรอยด์ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และความผิดปกติทางพันธุกรรม
นิ่วในไต อันตรายไหม?
อันตราย หากไม่ดูแลอาการนิ่วในไตหรือปล่อยปะละเลย อาจทำให้อาการเจ็บปวดรุนแรงขึ้น มีโอกาสติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะมากขึ้น ทำให้ไตเกิดความเสียหายจากการทำงานหนัก อาจทำให้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้

เป็นนิ่วในไตกินอะไรดี?
อาหาร มีบทบาทที่สำคัญในการป้องกันการเกิดนิ่วในไต และการดูแลอาการนิ่วในไต อาหารบางอย่างควรเลี่ยง เช่น อาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารที่มีออกซาเลตสูง และอาหารที่มีพิวรีนสูง
ส่วนอาหารที่ควรรับประทาน เป็นนิ่วในไตกินอะไรดี? ดังนี้
- ดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละวัน ประมาณ 8-10 แก้ว
- มะนาว หรือส้ม Citrate ในมะนาวและส้มจะช่วยลดความเป็นกรดในปัสสาวะ
- ผักตระกูลกะหล่ำ อุดมไปด้วยโพแทสเซียมที่ช่วยลดการขับแคลเซียม กะหล่ำดาว บรอกโคลี ผักคะน้า
- นม แม้จะมีแคลเซียมสูงแต่แหล่งอาหารแคลเซียมธรรมชาติจะช่วยให้ความเสี่ยงลดลง
อาการนิ่วในไต หากไม่ดูแลให้ดีก็อาจทำให้อาการปวดมีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลากหลาย เพราะฉะนั้น เรามาป้องกันการเกิดนิ่วในไต รวมถึงดูแลอาการให้ดี เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนกันดีกว่า

