โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน1
โรคแทรกซ้อน ที่เกิดจากโรคเบาหวาน

“เป็นเบาหวานแล้วจะหายไหม ต้องทานยาตลอดชีวิตหรือไม่?”
“ทำไมถึงเป็นเบาหวาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบทานหวาน ?”
คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่พบบ่อย เนื่องจาก ปัจจุบันพบคนไทยเป็นโรคเบาหวาน เพิ่มขึ้นทุกปี  และจากสถิติ คนไทยทุก 100 คน จะพบคนเป็นโรคเบาหวานถึง 7 – 8 คน ฉะนั้น โรคเบาหวาน ยังครองสถิติสูงมากในปัจจุบัน  โดยโรคเบาหวาน ถือเป็นโรคยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นได้ ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยผู้สูงอายุ และคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน

(ที่มา : รพ. บีเอ็นเฮช / www.thaidiabetes.blogspot.com)

โรคเบาหวานคืออะไร
โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากการบกพร่องของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน อินซูลิน เป็นฮอร์โมน สำคัญที่สร้างมาจากตับอ่อน ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่เกณฑ์ปกติ และยังทำหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลในร่างกายออกมาใช้เป็นพลังงาน เมื่อมีอินซูลิน มีไม่เพียงพอ น้ำตาลก็จะไม่ถูกนำไปใข้และคงอยู่ในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือ อาจพบน้ำตาลในปัสสาวะได้  หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดเสื่อม และอวัยวะต่าง ๆ ที่หลอดเลือดเหล่านั้นมาเลี้ยง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น สมองขาดเลือด (อัมพฤกต์ อัมพาต) กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม แผลเรื้อรัง เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
เนื่องจากภาวะที่ระดับน้ำตาลที่สูงเป็นเวลานาน เป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้เป็นปกติหรือใกล้เคียงปกติ จะช่วยยับยั้งหรือชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อน  นอกจากนี้ การแก้ไขภาวะดื้อต่ออินซูลิน อันได้แก่ ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง  การลดความอ้วน จะช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลดีขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

โรคแทรกซ้อน ที่เกิดจากโรคเบาหวาน มีอะไรบ้าง 
1) โรคความดันโลหิตสูง
แน่นอน โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยมากในจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเริ่มเป็นโรคเบาหวาน จึงควรควบคุมระดับความดันในเลือดให้เป็นปกติ  โดยพบแพทย์ตรวจตรวจวัดระดับความดันของเลือด และในกรณีที่เกิดความดันสูงขึ้นมา แพทย์จะให้ยา เพื่อช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ นอกจากนี้ ให้เน้นการออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ ไม่หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

2) โรคหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจ
โรคเบาหวาน มีผลกระทบโดยตรง ทำให้หลอดเลือดต่าง ๆ เสื่อมสภาพ และตีบตัน รวมทั้งมักเกิดไขมันในเส้นเลือด ทำให้เลือด ไม่สามารถไหลเวียนได้สะดวก ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ไม่เต็มที่  โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ ถ้าเกิดการอุดตัน อาจส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้  ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยทราบว่าเป็นโรคเบาหวานแล้ว ควรใส่ใจในการดูแลตัวเองในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ

3) โรคหลอดเลือดในสมอง
โรคหลอเลือกในสมอง มักเกิดจากการที่เป็นโรคเบาหวานที่มีระยะเวลานาน จะมีผลทำให้หลอดเลือดแข็งได้ง่าย โดยเฉพาะหลอดเลือดที่บริเวณสมอง  ที่สำคัญก็คือ เมื่อเกิดการแข็งตัวทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้  อาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดเป็นอัมพาต  อาการเริ่มแรกที่จะปรากฏก็ คือ จะรู้สึกปวดศีรษะ มีอาการชาที่ใบหน้า พูดจา กระตุกกระตัก สายตาเริ่มพล่ามัว มองเห็นไม่ชัด เป็นต้น

4) โรคตา
เมื่อระดับน้ำตาลในร่างกายสูงขึ้น แน่นอน ร่างกายจะขับน้ำตาลออกมาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึง บริเวณเลนส์ตา จึงส่งผลให้ผู้ป่วยอาจจะเกิดโรคเกี่ยวกับดวงตา ได้หลายโรค เช่น ต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม และอาจส่งผลให้จอรับภาพ เกิดการฉีกขาด หรือ แตก ส่งผลให้ผู้ป่วยอาจตาบอดได้  ดังนั้น หากมีอาการปวดตา เห็นภาพซ้อน ตาพล่ามัว ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์  หรือถ้าเราทราบตัวเราเองว่าเป็นโรคเบาหวาน แนะนำให้รับการตรวจเช็คสายตา ดวงตา เป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

5) โรคไต
แน่นอน โรคเบาหวาน ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ไต ทำงานหนักกว่าปกติ  ในช่วงแรก อาจยังไม่แสดงอาการเกี่ยวกับไต แต่เมื่อปล่อยไว้เป็นเวลานาน จะเกิดภาวะไตเสื่อม ไตวาย ตามมาได้  ดังนั้น วิธีการป้องการเป็นโรคไต คือ เมื่อทราบว่าเป็นโรคเบาหวาน  เราควบพยายามรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ เลี่ยงการดื่มสุรา และหันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไตได้

6) โรคผิวหนัง
สำหรับโรคผิวหนัง เกิดจากร่างกายขาดน้ำ ทำให้ผิวหนังแห้ง และเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ทำให้เกิดอาการคัน และเป็นแผลตามผิวหนัง  เสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อรา ดังนั้น ถ้าทราบว่า เป็นโรคเบาหวาน ควรหมั่นดูแลผิวพรรณ ให้ชุ่มชื้น ไม่แห้งเกินไป อาจจะหาโลชั่น หรือ ครีมบำรุงมาทา ได้

7) โรคแทรกซ้อนที่ปลายประสาท
ผู้ป่วยจะรู้สึกชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้า โดยเฉพาะที่บริเวณนิ้วเท้า มัจะมีอาการชา และไม่มีความรู้สึก และมักทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เกิดแผลโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเป็นแผล ก็รักษาหายยาก บางครั้งจะมีอาการอักเสบ ลุกลาม ติดเชื้อได้  เราจึงมักพบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะถูกตัดขา ดังนั้น ควรจะมั่นรักษาความสะอาดที่เท้า และแน่นอน ถ้าเกิดบาดแผล ต้องรีบรักษาและพบแพทย์โดยด่วน

การป้องกันการเป็นเบาหวาน
1) ควบคุมน้ำตาล ให้ระดับเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ 
2) เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่มีกากใยสูง เช่น พวกผักใบเขียว คะน้า บล็อกเคอรี่ ถั่ว ธัญพืชต่าง ๆ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต
3) เลี่ยงการทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต อาหารไขมันสูง  เครื่องดื่มที่มีความหวานจัด เลือกรับประทานเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อขาว ไม่ติดมัน เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ (อกไก่) 
4) เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เบียร์ ไวน์ และการสูบบุหรี่
5) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย และช่วยลดระดับน้ำตาลในร่างกายลง 
6) สมุนไพรบางชนิด มีผลต่การควบคุมระดับน้ำตาล เช่น สปอร์เห็ดหลินจือ MG 2  เพราะในสปอร์เห็ดหลินจือ MG2 มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ หนึ่งในสารออกฤทธิ์ชื่อว่า โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม ช่วยลดการอักเสบ และลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้เป็นอย่างดี

แน่นอน โรคที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นโรคแทรกซ้อน ที่เกิดจากการเป็นเบาหวาน ดังนั้น ถ้าเรารู้ว่า ตัวเองเป็นเบาหวาน จึงควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด  เพื่อช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ทันท่วงที