กลยุทธ์ดูเเลผู้ป่วยยังไงให้สุขภาพกายเเละสุขภาพจิตดี1

ปัจจุบันผู้อัตราผู้สูงอายุในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายและอวัยวะก็เริ่มลดลงโรคภัยเข้ามาถามหาได้ง่ายขึ้น เราจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงวัย ทั้งด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้ที่ต้องดูแลผู้สูงวัยจึงต้องมีความเข้าใจถึงปัญหาและโรคต่าง ๆ รวมไปถึงวิธีการดูแลผู้สูงวัยอย่างถูกวิธี

กลยุทธ์ดูเเลผู้ป่วยยังไงให้สุขภาพกายเเละสุขภาพจิตดี1

ดูแลผู้สูวัยอย่างไรให้สุขภาพกายสุขภาพใจแจ่มใส ?

ผู้สูงอายุ เป็นช่วงวัยที่ต้องได้รับการดูแลใส่ใจอย่างเป็นพิเศษ เมื่ออายุมากขึ้นสุขภาพก็เริ่มถดถอย ประสิทธิภาพร่างกายลดลง ในผู้สูงวัยมักพบโรคประจำตัวเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคกรดยูริกในเลือดสูง โรคกระดูกพรุน เป็นต้น นอกจากนี้เองผู้สูงวัยยังพบกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจ ทั้งนี้เราจึงควรดูแลผู้สูงวัยอย่างใส่ใจ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้สูงวัยมีความสุขแม้อายุจะเพิ่มขึ้น วันนี้เราจะพามารู้จักกับ 7 วิธีดูแลผู้วัย

กลยุทธ์ดูเเลผู้ป่วยยังไงให้สุขภาพกายเเละสุขภาพจิตดี2


1.การดูแลเรื่องอาหาร
ควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลายและเหมาะสมกับร่างกายของผู้สูงวัย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแป้ง ไขมันและน้ำตาลสูง เน้นการรับประทานอาหารที่สะอาด ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา ไข่ขาว นอกจากนี้ในกลุ่มผู้สูงวัยมีแนวโน้มที่จะขาดสารอาหารอย่างแคลเซียม ธาตุเหล็กและสังกะสี ซึ่ง สารเหล่านี้มีอยู่มากในอาหารประเภทนม ถั่ว ผัก ผลไม้ รวมถึงธัญพืชต่าง ๆ ฉะนั้นเรื่องอาหารจึงสำคัญต่อการดูแลผู้สูงวัยเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง และพยายามให้ผู้สูงวัยดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้วต่อวัน
2.ออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก
อย่างที่ทราบกันดีว่า หากน้ำหนักมากเกินกว่าค่ามาตราฐาน BMI 18-24 อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนง่ายขึ้นและส่งผลเสียต่อสุขภาพทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงวัย การดูแลผู้สูงวัยจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษในเรื่องการควบคุมการทานอาหารให้เน้นสารอาหารครบ 5 หมู่ และให้ผู้สูงวัยออกกำลังกายด้วยท่าที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายเพื่อความคล่องตัวและสุขภาพที่ดี ทั้งนี้การออกกำลังกายควบคุมน้ำหนักยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนอย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานได้อีกด้วย
3.ดูแลสุขภาพ อนามัย
ควรดูแลผู้สูงวัยเรื่องความสะอาดทั่วร่างกาย ในผู้สูงอายุบางคนมีข้อจำกัดหรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ผู้ดูแลควรใส่ใจเรื่องความสะอาด เช่น อาบน้ำ สระผม ตัดผม ตัดเล็บ ดูแลช่องปากและฟัน สอนผู้สูงวัยให้้ปฏิบัติตัวให้ถูกสุขลักษณะ และมีการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและเพื่อการวางแผนการดูแลสุขภาพในอนาคต
4.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี
ผู้สูงวัยควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและน่าอยู่ ภายในบ้านควรมีอากาศถ่ายเทไม่อึดอัด รวมถึงช่วยดูแลผู้สูงวัยเรื่องความสะอาดในบ้าน การปัดกวาง เช็ดถู และไม่ปล่อยให้บ้านมีกลิ่นอับชื้นหรือคราบสกปรก และพาผู้สูงวัยออกไปรับอากาศบริสุทธิ์ ชมนกชมไม้ หรือท่องเที่ยวต่างจังหวัดชมธรรมชาติ เมื่อสภาพแวดล้อมดีและมีการดูแลผู้สูงวัยอย่างใสใจ ก็ส่งผลให้สภาพจิตใจผู้สูงวัยแจ่มใสอย่างแน่นอน
5.หากิจกรรมให้ผู้สูงวัยไม่เหงา
ผุ้สูงวัยควรมีกิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและลดการโอกาสเสี่ยงโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ เช่น ปลูกต้นไม้ ทำสวน พาผู้สูงวัยไปพบปะเพื่อน ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เข้าชมรมกิจกรรมต่าง ๆ การดูแลผู้สูงวัยจึงไม่ควรละเลยเรื่องการหากิจกรรมทำร่วมกัน
6.ระวังการเกิดอุบัติเหตุ
การดูแลผู้สูงวัยที่อยู่บ้านควรระมัดระวังเรื่องการเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากผู้สูงวัยเคลื่อนไหวไม่สะดวก เช่น ลื่นล้ม สะดุด ตกบันได และการเกิดอุบัติเหตุในวัยสูงอายุไม่ใช่เรื่องดี เนื่องจากร่างกายมีความสึกหรอและมีการซ่อมแซมตัวเองช้า ดังนั้นควรคำนึงถึงความปลอดภัยในการดูแลผู้สูงวัย เช่น การหลีกเลี่ยงการใช้บันไดโดยให้อยู่บ้านชั้นล่าง การติดตั้งราวจับในห้องน้ำ การหาไม้เท้าเพื่อช่วยพยุง และหมั่นสำรวจเครื่องใช้ในบ้านเพื่อความปลอดภัยของผู้สูงวัย
7.สังเกตอาการผู้สูงวัย
ในผู้สูงวัยจำนวนมากกังวลว่าหากมีอาการเจ็บป่วยอาจทำให้ลูกหลานต้องลำบากเพราะตนเอง จึงเลือกที่จะไม่บอกควาผมิดปกติของตนเอง ดังนั้นการดูแลผู้สูงวัยควรหมั่นสังเกตอาการเพื่อป้องกันการเกิดโรคและสามารถแก้ไขได้ทัน เช่นสังเกตน้ำหนักตัว การทานอาหาร การเดิน ท้องผูก หรือเจ็บปวดตามร่างกาย หากมีอาการก็ควรพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคโดยไว

ดูแลผู้สูงวัยอย่างใส่ใจ ปลอดภัยห่างไกลโรค

การดูแลผู้สูงวัยนั้นต้องมีการพยายามทำความเข้าใจและปรับตัวเข้าหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผู้ดูแลและลูกหลาน ควรให้ความสำคัญและเข้าหาผู้สูงวัย ไม่ปล่อยให้เกิดความเครียดหรือกังวล ชวนทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เข้าใจความเป็นธรรมชาติของผู้สูงวัย รับฟัง และขอความคิดเห็น และผู้กำลังเข้าสู่วัยสูงวัยเองควรมีความเตรียมพร้อม ทำความเข้าใจและต้องมีการเปิดรับสิ่งใหม่ ไม่ยึดติด รับฟังความคิดเห็นของลูกหลาน และการสิ่งสำคัญคือการมอบความรักให้กับผู้สูงวัย ใส่ใจและให้ความสำคัญ เพียงเท่านี้ผู้สูงวัยก็สามารถอยู่แบบมีคุณภาพชีวิตและจิตใจที่ดีได้