วิธีดูแลตัวเองโรครูมาตอยด์ ดูแลอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงอาการกำเริบ
ปวดข้อ ต้องดูแล
อาการปวดข้อมักจะมา ๆ หาย ๆ บางครั้งก็อาจปวดแบบวูบวาบหรือจู่ ๆ ก็ปวดขึ้นมา โดยเฉพาะโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาการในบ้างครั้งจะแย่มาก บางวันก็ไม่มีอาการเลย นอกจากจะปวดข้อแล้วก็อาจทำให้ปวดหัวด้วยเพราะไม่รู้ว่าอาการจะออกมาเมื่อไหร่ การดูแลตัวเองขณะที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จึงเป็นสิ่งสำคัญ วิธีดูแลตัวเองโรครูมาตอยด์ ดูแลอย่างไร ทั้งช่วงที่ไม่มีอาการและช่วงปวดวูบวาบ เพื่อลดความเสี่ยงและบรรเทาความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรครูมาตอยด์ หายขาดได้ไหม?
ในปัจจุบัน การรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และอาการอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ก็มีหลายวิธีที่สามารถช่วยบรรเทาและลดโอกาสเสี่ยงไขข้อถูกทำลายจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจัดการกับอาการและชะลอการลุกลามของโรค การรับประทานยาต้านการอักเสบ และการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ ซึ่งนอกจากการรักษาที่ดีแล้ว การดูแลตัวเองจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน
(Ref) : https://www.samitivejchinatown.com/th/health-article/rheumatoid-arthritis

วิธีการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
การดูแลตัวเองเมื่อป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ สามารถทำได้โดยการ ทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลี่ยงกิจกรรมหนัก จัดการกับความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ และเปลี่ยนพฤติกรรมท่าทางต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อข้อต่อ
ทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เป็นการดูแลตัวเองอย่างหนึ่งที่สำคัญมากในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ พยายามทานยาให้ตรงเวลา ยาที่แพทย์ให้มาอาจมีหลากหลายชนิด หากมีผลข้างเคียงที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ควรปรึกษาแพทย์โดยตรง
ออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อมีอาการปวดข้อหรือตึงบริเวณข้อ อาจเป็นแรงจูงใจให้เราไม่อยากทำอะไร ไม่อยากขยับร่างกายเพราะกลัวเสี่ยงอาการวูบขึ้นมา แต่ถ้าไม่ขยับร่างกายก็อาจทำให้เรารู้สึกขี้เกียจและสามารถทำให้อาการเหล่านั้นแย่ลงได้ การขยับร่างกายหรือการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ เพื่อให้ข้อต่อคงความยืดหยุ่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและสมรรถภาพโดยรวมของร่ายกาย การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายในด้วยวิธีที่มีการกระแทกไม่มาก เช่น การว่ายน้ำ การเดิน การปั่นจักรยาน โยคะ หรือออกกำลังกายด้วยท่าออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น นอกจากนี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรครูมาตอยด์โดยเฉพาะ
รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน นอกจากจะช่วยสุขภาพโดยรวมแล้ว สารอาหารบางอย่างอาจมีส่วนช่วยในเรื่องของการบรรเทาการอักเสบด้วยเช่นกัน อย่างปลาแซลมอน ทูน่าหรือซาร์ดีนที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการอักเสบได้ นอกจากนี้ ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็จำเป็นเช่นกัน รวมถึงอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูง
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน กว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นคนน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การลดน้ำหนักและการควบคุมน้ำหนักอาจทำให้อาการกำเริบได้น้อยลง เพราะน้ำหนักที่มาเกินไป อาจทำให้ข้อต่อมีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น เช่น บริเวณข้อเท้า หัวเข่า สะโพก หลัง กระดูกสันหลังและเท้า นอกจากนี้ น้ำหนักที่มากเกินไปก็เป็นสาเหตุของโรคร้ายหลายชนิดด้วยเช่นกัน
เลี่ยงกิจกรรมที่หนักเกินไป ควรเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะหรือทำให้เกิดแรงกดดันเยอะต่อข้อ เพราะอาจเป็นสาเหตุของอาการกำเริบได้ เช่น การยกของหนัก การวิ่ง หรือการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกเยอะ เป็นต้น
จัดการกับความเครียด โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเครียดได้เช่นกัน และความเครียดนั้นสามารถทำให้อาการของโรคไขข้ออักเสบแย่ลงได้ด้วย การจัดการกับความเครียดอย่างการนั่งสมาธิ โยคะ การออกกำลังกาย การหางานอดิเรกใหม่ ๆ ทำ รวมถึงการออกไปเที่ยวพบปะสังคม ก็เป็นวิธีการจัดการกับความเครียดที่ดีอย่างหนึ่งเช่นกัน นอกจากความเครียด ปัญหาภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ก็ต้องดูแลอย่างดีเช่นกัน
พักผ่อนให้เพียงพอ สำคัญอย่างมากต่อผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในเวลานอน และพักผ่อนในช่วงที่ร่างกายอ่อนเพลีย เพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการกำเริบ
เปลี่ยนพฤติกรรมท่าทางที่ส่งผลแย่ต่อข้อต่อ โดยเฉพาะการนั่งในท่าที่ถูกวิธี สำคัญอย่างมากต่อโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การนั่งผิดวิธีอาจทำให้ข้อต่อมีแรงกดดันสูง ทำให้สามารถเกิดอาการกำเริบได้ สิ่งที่ควรทำคือการลุกยืนสลับกับนั่ง ยืดแขนยืดขา นอกจากจะดีต่อโรครูมาตอยด์แล้ว ยังทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นด้วยเช่นกัน

หากอาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์กำเริบหรือวูบขึ้นมา ควรทำอย่างไร?
เมื่ออาการวูบขึ้นมา สิ่งที่ควรทำคือ
1. ควรนอนพัก เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็ควรยืดเส้นยืดสายหรือเดิน หากนอนนานเกินไปอาจทำให้อาการแย่กว่าเดิมหรือตึงกว่าเดิม
2. บอกให้คนอื่นรู้ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือที่ดีที่สุด
3. ใช้ความเย็นและความร้อน ใช้ความเย็น เช่น ถุงน้ำแข็ง เพื่อลดอาการปวดและอาการบวม ใช้ความร้อน เช่น น้ำอุ่น เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
4. ทานยาแก้ปวด และยานั้นต้องได้รับรองจากแพทย์ก่อนทานยา
5. หากอาการแย่ลงหรือมีไข้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ช่วยชาญเพื่อรักษาอาการให้ดีขึ้น

ผู้สูงอายุหลายคนมีปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อม แต่หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าอาการที่แสดงออกมาผ่านความเจ็บปวดเหล่านั้น เป็นโรคไขข้ออักเสบประเภทไหนกันแน่ เพราะโรคไขข้ออักเสบแต่ละประเภทมักมีอาการแตกต่างกันออกไปอยู่บ้าง รวมถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงโดยเฉพาะโรครูมาตอยด์กับเก๊าท์ แล้วโรครูมาตอยด์กับเก๊าท์ ต่างกันอย่างไร? รู้ไว้ก่อนจะได้ดูแลตัวเองได้อย่างดี